รู้จัก Holeshot / Ride High Device ก่อนถูกแบนห้ามใช้หลังจบ MotoGP 2026

นอกจากการปรับลดขนาดความจุเครื่องยนต์ ลดขนาดความจุถังน้ำมัน ลดขนาดวิงเล็ท การสั่งแบนห้ามใช้ระบบกลไก Holeshot Device และ Ride High Device ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นเช่นกันหลังจบการแข่งขัน MotoGP 2026 ซึ่งในวันนี้เราลองมาดูกันสักหน่อยดีกว่า ว่ามันมีข้อดีอย่างไร แล้วทำไมทางคณะกรรมการถึงตัดสินใจที่จะแบนมัน
อย่างที่ทุกคนทราบกัน ว่าด้วยพละกำลังระบบ 300 แรงม้า ในตัวแข่ง MotoGP ยุคปัจจุบัน ทำให้การที่นักบิดต้องออกตัว หรือต้องเปิดคันเร่งหนักๆออกจากโค้งแต่ละครั้ง ตัวแข่งที่พวกเขากำลังควบอยู่นั้นย่อมมีโอกาสที่จะเกิดอาการหน้าลอยได้ง่าย
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นมากๆเข้า สิ่งที่นักบิดต้องทำก็คือการต้องยกคันเร่ง หรือปล่อยให้ระบบป้องกันล้อหน้าลอยตัดกำลังเครื่องยนต์ลง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะนั่นหมายความว่าคู่แข่งที่อยู่ด้านหลังอาจเร่งแซงสวนขึ้นไปได้

ดังนั้น หากวิศวกรต้องการที่จะลดอาการหน้าลอยขณะเปิดคันเร่งหนักๆให้น้อยลง โดยไม่ต้องตัดกำลังเครื่องยนต์ หรือทำให้เกิดการตัดกำลังเครื่องยนต์น้อยที่สุด พวกเขาก็จะต้องหาวิธีทำให้จุดศูนย์ถ่วงรถให้ต่ำลงจนติดพื้นให้มากที่สุดให้ได้ เพื่อทำให้แรงผลักจากล้อหลังกับพื้นถนนที่อยู่ด้านล่างสุดดันรถไปข้างหน้า สามารถชนะแรงโน้มถ่วงโลกที่คอยกดรถให้ติดอยู่กับพื้นได้ยากขึ้น
แต่ครั้นจะกดรถให้โหลดต่ำอยู่ตลอดเวลา ไม่ก็ยืดระยะฐานล้อให้กว้างขึ้น เพื่อทำให้น้ำหนักที่กดรถลงแล้วอยู่ห่างจากล้อหลังมากกว่าเดิม มันก็อาจจะทำให้รถสูญเสียความคล่องตัวในการเลี้ยว มีอาการดื้อโค้ง หรือนอนรถเยอะๆเพื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆไม่ได้แทนอีก
ดังนั้นเหล่าวิศวกร จึงคิดระบบช่วยโหลดรถลงแบบเฉพาะการ หรือเฉพาะเวลาขึ้นมา นั่นคือ ระบบ Holeshot Device ซึ่งมีใช้อยู่ในการแข่งขัน Motocross มานานหลายสิบปีแล้ว แต่ทาง Ducati เป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เป็นรายแรกๆของการแข่งขัน MotoGP และพวกเขายังพัฒนาชุดกลไก Ride High Device ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเข้ามาเพิ่มอีก เพื่อสร้างความได้เปรียบของตัวแข่งจากคู่แข่งให้มากที่สุดอีก แม้ภายในไม่ช้าเหล่าคู่แข่งจะทำตามและใช้เป็นมาตรฐานทุกทีมมาจนถึงปัจจุบันก็ตาม

ส่วนหลักการทำงานของระบบทั้ง 2 ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก เพียงแต่อาจจะมีความแตกต่างทางกลไก และวิธีใช้นิดหน่อย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน นั่นคือเพื่อให้รถมีส่วนสูงลดลงมากที่สุดเมื่อเปิดใช้งานระบบ
เริ่มจาก ระบบ Holeshot Device ซึ่งจะอาศัยการทำงานของชุดสลักฝั่งหนึ่งยึดกับโช้คหน้าส่วนบน และอีกฝั่งหนึ่งยึดกับโช้คส่วนล่าง โดยเมื่อนักบิดกดสวิทช์เปิดการทำงานของระบบกลไก ให้สลักอยู่ในสถานะเตรียมล็อค สิ่งที่นักบิดต้องทำ ก็คือการเบรกหนักๆให้โช้คหน้ายุบ จนสลักทั้งสองอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเกี่ยวกันได้ ทำให้โช้คไม่สามารถคืนตัวได้อีกต่อไป
เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ส่วนหน้ารถเตี้ยลง และตัวสลักจะถูกปลดอีกครั้งเมื่อมีการเบรกหน้าหนักๆอีกครั้งจนสลักหลุดออกจากกันไปเอง แล้วโช้คหน้าจึงจะกลับมาอยู่ในสถานะปกติ มีช่วงยืดตัวยุบตัวตามปกติอีกครั้งในจังหวะนอนไปจนถึงตอนออกโค้ง

ขณะที่ในฝั่งระบบ Ride High Device ทางด้านหลัง จะเป็นการใช้ ชุดกระบอกไฮดรอลิก ติดตั้งเข้าไปแทนแขนโยงกระเดื่องโช้คหลังกับสวิงอาร์มทางด้านล่าง ซึ่งในสถานะตั้งต้นเจ้ากระบอกไฮดรอลิกนี้ จะมีการออกแบบวาล์วด้านใน ให้ไม่สามารถขยับไป-มาได้ เพื่อคุมความยาวตัวกระบอกทั้งชุดให้คงที่ และทำให้สวิงอาร์มอยู่ในสถานะที่สามารถยกท้ายรถได้ตามปกติ ไม่ได้ยุบลงมาแต่อย่างใด
ทว่าเมื่อนักบิดโยกก้าน หรือบิดแป้นคุมแรงดันกระบอกไฮดรอลิก มันก็จะปลดวาล์วภายในกระบอกไฮดรอลิกที่ว่า ให้น้ำมันภายในกระบอกสามารถเคลื่อนที่ผ่านวาล์วไป-มาได้ และทำให้น้ำหนักตัวรถและนักบิดที่นั่งสามารถกดลงมายืดกระบอกให้ยาวออกไปได้ แล้วสวิงอาร์มก็ยุบตัวลง ทำให้ท้ายรถเตี้ยลงโดยอัตโนมัติ
และตัวกระบอกไฮดรอลิกที่ว่านี้ ก็จะสามารถหดตัวกลับมาสู่สถานะปกติได้อีกครั้ง เมื่อนักบิดเบรกหนักๆจนท้ายรถยกขึ้น แล้วน้ำหนักล้อหลังกับสวิงอาร์ม จะเป็นตัวกดให้กระบอกไฮดรอลิกหดกลับมาอยู่ในระยะตั้งต้นตามปกติอีกครั้ง และตัววาล์วน้ำมันภายในกระบอกไฮดรอลิกก็จะกลับมาคุมแรงดันน้ำมันให้คงที่ตามเดิมเพื่อไม่ให้กระบอกยืดกลับไป และทำให้ท้ายรถสูงเท่าเดิมก่อนที่จะมีการเปิดใช้งานระบบนั่นเอง

แน่นอน ว่าระบบกลไกข้างต้น อาจดูเป็นไอเดียที่ฉลาด และส่งผลให้ตัวแข่ง MotoGP มีเสถียรภาพในการออกตัวจากจุดสตาร์ท หรือออกจากโค้งได้ดียิ่งขึ้น แม้กระทั่งตอนเริ่มเบรกเอง ก็ยังทำให้รถมั่นคงมากขึ้นเช่นกัน
แต่ในหลายๆครั้ง เราก็มักจะเห็นโอกาสที่ตัวชุดกลไกที่ว่านี้ เกิดความผิดปกติจากการใช้งาน ไม่สามารถทำให้รถกลับมาสูงตามปกติได้ ไม่ว่าจะในระหว่างการฝึกซ้อม หรือโดยเฉพาะการแข่งขัน หรือหากมันไม่ได้มีการทำงานผิดปกติใดๆ แต่ก็อาจทำให้การชิงจังหวะของนักบิดโดยเฉพาะในจังหวะเบรกหนักๆก่อนเข้าโค้งแรกของการแข่งขันมีความเสี่ยงมากขึ้น จากความเร็วที่มากเกินไป แถมยังไม่สามารถเอามาต่อยอดในรถขายจริงได้ง่ายๆอีก
ทำให้ทางคณะกรรมการเลือกที่จะสั่งแบนชิ้นส่วนกลไกเหล่านี้ไปในที่สุด โดยจะมีผลทันทีเมื่อจบการแข่งขันฤดูกาล 2026 นั่นเอง
Source Cr.: MotoGP
อ่านข่าว Cool Tech เพิ่มที่นี่
อ่านข่าว Honda เพิ่มที่นี่
เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่
Website : motowish.com
Facebook : facebook.com/motowish
