Home  »  General Tips   »   การทดสเตอร์ ส่งผลอย่างไรกับการขับขี่บ้าง ต้นจัดปลายห้อย ต้นอืดปลายไหล ไปหาคำตอบกัน ??

การทดสเตอร์ ส่งผลอย่างไรกับการขับขี่บ้าง ต้นจัดปลายห้อย ต้นอืดปลายไหล ไปหาคำตอบกัน ??

Sprocket ratio

“การทดสเตอร์” คือหนึ่งในสเต็ปการปรับแต่งรถพื้นฐานที่สายซิ่ง สายสนามควรรู้ เพราะหากคุณสามารถเซ็ทมันได้อย่างลงตัว มันก็จะช่วยลดเวลาต่อรอบของคุณในสนามได้ทันที

 

สเตอร์คืออะไร ?

 

สเตอร์ หรือ เฟืองสเตอร์ คือ ชิ้นส่วนหนึ่งของระบบส่งกำลังในรถมอเตอร์ไซค์ที่มีไว้รับกำลังจากแกนเพลาเกียร์ ส่งต่อมาที่สเตอร์หน้า ผ่านโซ่ขับเคลื่อนไปยังสเตอร์หลัง แล้วส่งกำลังไปยังดุมล้อต่อไป

 

จากจุดนี้คุณจะพบว่ามันมีทั้ง “สเตอร์หน้า” กับ “สเตอร์หลัง” ที่ทำงานร่วมกันโดยมีตัวกลางเป็นชุดโซ่ขับเคลื่อนอีกที โดยหน้าที่ของมันก็ไม่ได้มีไว้แค่เป็นตัวกลางสำหรับถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่ล้อเฉยๆเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ทดแรงบิดจากเครื่องยนต์ที่ได้จากการจุดระเบิดในแต่ละครั้ง ให้สามารถส่งไปขับเคลื่อนล้อในแต่ละรอบการหมุนได้เต็มกำลังมากขึ้น จากความต่างของจำนวนเฟืองบนสเตอร์หน้าและหลัง ที่ส่งผลต่ออัตราการหมุนระหว่างรอบเครื่องยนต์กับล้อ

กล่าวก็คือ หากสมมุติให้

  • รถ A มีสเตอร์หน้า 15 ฟัน และใช้สเตอร์หลัง 45 ฟัน
  • รถ B มีสเตอร์หน้า 15 ฟัน เท่ากัน แต่สเตอร์หลัง มีขนาดเล็กกว่า ที่ 30 ฟัน

เท่ากับว่า

  • รถ A สเตอร์หน้าต้องใช้รอบการหมุนถึง 45/15 = 3.00 รอบ จึงจะทำให้ ล้อหลังหมุน 1 รอบ
  • รถ B สเตอร์หน้าต้องใช้รอบในการหมุน 30/15 = 2.00 รอบ จึงจะทำให้หล้อหลังหมุน 1 รอบ

 

และหากเราสมมุติต่อ ให้…

 

เมื่อสเตอร์หน้าหมุน 1 รอบ เท่ากับการจุดระเบิดเครื่องยนต์ 1 ครั้ง (ขอละเรื่องของอัตราทดเฟืองที่เพลาข้อเหวี่ยง และเรือนคลัทช์ กับอัตราทดเกียร์ ไม่ต้องเอามาคิดให้งงกันเพิ่ม)

  • เท่ากับว่ารถ A ในขณะที่ล้อหลังหมุน 1 รอบ ก็จะมีกำลังจากเครื่องยนต์ส่งมาหมุนล้อถึง 3 ครั้งด้วยกัน
  • ขณะเดียวกันฝั่งรถ B ในขณะที่ล้อหลังหมุน 1 รอบ ก็จะมีกำลังจากเครื่องยนต์ส่งมาหมุนล้อถึง 2 ครั้งด้วยกัน

 

จะเห็นได้ว่า ในการหมุนของล้อหลัง 1 รอบ รถ A ที่มีอัตราทดจัดกว่า (สเตอร์หน้าต้องหมุนด้วยรอบถี่กว่า ล้อหลังถึงจะหมุน 1 รอบ) กำลังจากเครื่องยนต์ก็จะถูกส่งไปหมุนล้อ 1 รอบ ได้มากครั้งกว่าเช่นกัน

Compound Type Bridgestone-1

และจากโจทย์คณิตคิดเร็วข้างต้น หลายคนก็คงคิดว่า งั้นทดสเตอร์จัดๆไปเลยสิ เพื่อที่ต่อ 1 รอบการหมุนของล้อ จะได้มีจำนวนรอบกำลังเครื่องยนต์ถูกส่งมาขับเคลื่อนล้อเยอะครั้งมากขึ้น

 

แต่ความเป็นจริงก็คือ ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดทางกลไกและหลักฟิสิกส์ เครื่องยนต์ไม่สามารถปั่นรอบได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดขนาดนั้น (ในส่วนของการอธิบายเชิงลึก ไว้หากมีโอกาส เราค่อยมาว่ากันใหม่ในบทความหน้าๆ) ซึ่งคุณจะสังเกตได้เลยจากการที่รถแต่ละคันมีการจำกัดรอบไว้อย่างชัดเจนบนหน้าจอมาตรวัด

 

ดังนั้น หากคุณทดสเตอร์จัดมากเกินไป แทนที่ล้อหลังจะหมุนได้หลายรอบมากขึ้น ซึ่งยิ่งล้อหมุนได้หลายรอบ ก็หมายความว่าความเร็วที่รถเคลื่อนที่ได้มีมากขึ้น กลับกลายเป็นว่ารอบหมดไปเสียก่อน ล้อไม่สามารถหมุนได้เพิ่ม และความเร็วของรถก็จะตันอยู่แค่นั้น

 

เช่นหากเรากลับไปมองที่ รถ A กับ รถ B อีกครั้ง โดยสมมุติว่า รถทั้งสองคันใช้เครื่องยนต์ที่สามารถปั่นรอบได้สูงสุด 8,000 รอบต่อนาที เท่ากัน

 

  • ในฝั่งรถ A ที่ใช้สเตอร์หน้า 15 ฟัน – สเตอร์หลัง 45 ฟัน ซึ่งด้วยอัตราทดที่ 3.00 เท่ากับว่า หากเครื่องยนต์หมุนถึงลิมิตที่ 8,000 รอบต่อนาที ล้อหลังก็จะหมุนเพียงราวๆ 2,667 รอบต่อนาที เท่านั้น
  • รถ B ที่ใช้สเตอร์หน้า 15 ฟัน – สเตอร์หลัง 30 ฟัน ซึ่งด้วยอัตราทดที่ 2.00 เท่ากับว่า หากเครื่องยนต์หมุนถึงลิมิตที่ 8,000 รอบต่อนาที ล้อหลังก็จะหมุนเพียงราวๆ 4,000 รอบต่อนาที

 

ซึ่งย้ำอีกครั้งว่า ยิ่งล้อหลังหมุนได้มากรอบต่อนาที ก็หมายความว่ารถยิ่งเคลื่อนที่ได้ระยะทางมากขึ้นในกรอบเวลาเดียวกัน และหมายความว่ารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากขึ้น

 

เท่ากับว่า หากเป็นรถรุ่นเดียวกัน รอบเครื่องยนต์เท่ากัน การทดสเตอร์หน้า-หลัง ที่มีอัตราทดสูง ก็จะทำให้รถมีอัตราเร่งที่ติดมือกว่า เพราะล้อหลังได้รับกำลังจากเครื่องยนต์มาหมุนล้อต่อรอบถี่กว่า

 

ในทางกลับกัน รถที่ใช้สเตอร์หน้า-หลัง อัตราทดต่ำ ก็จะสามารถไหลความเร็วปลายได้มากกว่า เพราะต่อรอบการหมุนของล้อ ใช้รอบเครื่องยนต์ในการหมุนน้อยลง ทำให้รอบเครื่องยนต์ยังคงเหลือให้กลับมาหมุนล้อได้มากรอบยิ่งขึ้น

Sprocket ratio

เมื่อกลับมาสู่การปฏิบัติจริง ..

เนื่องจากรถเดิมๆโรงงาน ผู้ผลิตมักออกแบบอัตราทดสเตอร์ ให้มันมีค่าอยู่ในช่วงกึ่งกลางที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งบางครั้งความต้องการของผู้ใช้รถคันนั้นๆ อย่างเช่นเราๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันยังเป็นอัตราทดที่ไม่ถูกจริต หรือถูกโจทย์การใช้งานจริงๆของเราสักเท่าไหร่

 

เช่นในหลายๆครั้ง คุณอาจรู้สึกว่ารถที่คุณใช้อยู่ มันมีอัตราเร่งที่อืดเกินไป หรือรู้สึกว่า กว่าจะขี่รถแล้วลากเกียร์จนถึงความเร็วสูงสุดที่รอบเครื่องสามารถปั่นไปได้ มันช่างยาวไกลเสียเหลือเกิน โดยบางคนก็อาจจะไม่สามารถลากรอบถึงสุดเรดไลน์ที่เกียร์ 6 ได้เลยเสียด้วยซ้ำ

 

บางคันเกียร์ 5 ยังลากแทบไม่ไปก็มี เพราะรถมีอาการท้ายห้อย กำลังเครื่องปั่นล้อให้ไปต่อไม่ไหว เนื่องจากผู้ผลิตเซ็ทเกียร์ 6 ไว้ให้เน้นทดรอบต่ำๆเพื่อประหยัดน้ำมันขณะใช้งานเดินทางไกล หรือใช้ความเร็วคงที่นานๆ

 

หรือบางคันอาจเป็นรถที่ถูกสร้างมาเพื่อการเรียกแรงบิดจ๋าๆสำหรับการใช้งานในเมืองสนุกๆ ไม่ก็เอามาไว้ลุยปีนป่าย แต่สุดท้ายพอเราจะเอามาใช้งานวิ่งทั่วไป หรือวิ่งไกลๆบ้าง รอบเครื่องยนต์ที่มีก็ตื้อ หมดไว หรือสูงเกินไปจนยิ่งขี่ยิ่งสงสารรอบเครื่องฯก็มี

Sprocket ratio

แล้วต้องทดสเตอร์เท่าไหร่ ยังไงถึงจะพอดี ?

เรื่องนี้ มันก็ไม่ได้มีสูตรตายตัวนัก เพราะความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะน้ำหนักตัว และสัมภาระที่รถต้องแบก ก็เป็นอีกสิ่งที่ส่งผลถึงอาการของรถ

 

โดยถ้าคุณต้องการจะลองทดสเตอร์เล่นจริงๆ คุณก็ต้องจับความรู้สึกให้ได้ก่อนว่าคุณต้องการอะไรจากรถที่คุณกำลังใช้งานอยู่ เช่น

  • หากคุณรู้สึกว่ารถเร่งอืดเกินไป หรือในการใช้งานในสนามแข่งรู้ว่ามันออกจากโค้งได้ช้าเกินไป การทดสเตอร์หลังให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราทดให้จัดจ้านยิ่งขึ้น
  • หากคุณรู้สึกว่ารถกระชากเกินไป รอบตัดเร็วเกินไป หรือใช้รอบขณะวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิมมากเกินไป ก็ให้ลดสเตอร์ลง เพื่อปรับอัตราทดให้ต่ำลง

 

โดยปกติหากเป็นรถเดิมๆ ส่วนมากจะสามารถ เพิ่ม หรือ ลด ฟันสเตอร์หลัง ได้เพียงแค่ราวๆ +/- 1 ถึง 4 ฟัน เพราะหากมากไปกว่านั้น อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีในการใช้งาน

 

หรือหากใครที่อยากประหยัดงบหน่อย การไปเปลี่ยนเบอร์สเตอร์หน้าแทนสเตอร์หลัง ก็สามารถทำได้ แต่การไล่ฟันสเตอร์หน้าจะให้ผลที่ตรงข้ามกับการไล่เบอร์สเตอร์หลัง กล่าวคือ

  • ขณะที่การเพิ่มสเตอร์หลัง เป็นการเพิ่มอัตราทดขั้นสุดท้ายให้จัดจ้านยิ่งขึ้น การเพิ่มสเตอร์หน้าก็จะเป็นการลดค่าอัตราทดขั้นสุดท้ายให้ต่ำลงเช่นกัน

และ

  • หากคุณต้องการปรับอัตราทดขั้นสุดท้ายให้ต่ำลง เหมือนการลดฟันสเตอร์หลัง ก็ให้เพิ่มเบอร์ฟันสเตอร์หน้าแทน ซึ่งจะเป็นการลดอัตราทดลงเหมือนกันนั่นเอง

แต่ข้อควรรู้ก็คือโดยเฉลี่ยแล้ว การเพิ่มหรือลดฟันสเตอร์หน้าจำนวน 1 ฟัน จะส่งผลต่อการเปลี่ยนค่าอัตราทดโดยรวม ที่ใกล้เคียงกันกับการปรับเพิ่มหรือลดสเตอร์หลังราวๆ 3 ฟัน ดังนั้นหากว่ากันตามจริง สเตอร์หน้าจึงควรจะเล่นเพิ่มหรือลดแค่เพียง 1 ฟันก็พอแล้ว หากคุณไม่ได้คิดที่จะไปซนกับสเตอร์หลังใดๆเพิ่มเติม

 

หากคุณเป็นสายสนาม ที่ต้องการปรับอัตราทดให้ละเอียดมากขึ้น หรือมีการเปลี่ยนเบอร์โซ่ที่เล็กลง ซึ่งต้องเปลี่ยนขนาดสเตอร์ตามด้วยเช่นกัน งานนี้ก็คงจะต้องมานั่งคำนวนแล้วปรับเบอร์สเตอร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้เข้ากับสไตล์การขี่ของตนเองโดยดูจากตารางอัตราทดดังที่แนบไว้ข้างต้น

 

หรือถ้าต้องการรับรู้ถึงความเร็วที่รถสามารถทำได้ในแต่ละเกียร์ และเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อมีการปรับอัตราทดสเตอร์หน้า-หลัง ก็สามารถตรวจเช็คในเว็บไซต์ Gearingcommander.com ได้ เพียงแต่คุณอาจจะต้องเจาะจงรุ่นรถให้ชัดเจน เพื่อที่ตัวเว็บจะได้สามารถดึงค่าอัตราทดเกียร์ของรถคันนั้นๆมาคำนวนได้ ซึ่งหากในเว็บไซต์ไม่มี คุณก็ต้องรู้ว่าอัตราทดเกียร์แต่ละเกียร์ของรถที่คุณใช้อยู่ มีค่าเท่าไหร่กัน เพื่อให้การคำนวณเที่ยงตรงมากที่สุด

Sprocket ratio

ขนาดยางที่ใช้ ก็มีผลคล้ายๆการทดสเตอร์ ?

หากคุณได้ลองเข้าเว็บไซต์ที่เราแนะนำไว้ข้างต้น คุณจะพบว่าเรายังต้องกรอกข้อมูลอีกอย่างไว้คำนวนให้ถูกด้วยเช่นกัน ก็คือเรื่องของขนาดยางที่ใช้ เนื่องจากแท้จริงแล้ว ขนาดยาง หรือให้เจาะจงเพิ่มคือ ความสูงของแก้มยางเอง ก็มีผลคล้ายๆกับการทดสเตอร์ อยู่กลายๆด้วย

 

นั่นก็เพราะค่าความสูงของแก้มยาง จะมีผลต่อค่า “ระยะเส้นรอบวงของยาง” ซึ่งส่งผลต่อ “ระยะทางที่ล้อสามารถทำได้ต่อรอบ” เช่นกัน ตามหลักคณิตศาสตร์ “ความยาวเส้นรอบวงของวงกลม = 2πr” โดยค่า r ที่ใช้ในการคำนวณสูตรนี้ก็คือค่ารัศมีของวงกลมและในกรณีนี้ก็คือระยะจุดศูนย์กลางล้อ ลากออกไปถึงขอบล้อ รวมกับความสูงของแก้มยางอีกที

 

เช่น หากคุณเลือกใช้รถมอเตอร์ไซค์ในพิกัด 250-400cc ลงสนาม แล้วต้องใช้ยาง Bridgestone Racing Battlax R11 ที่มีขนาดยางหลังให้เลือก 2 ไซส์ด้วยกัน ได้แก่ 140/70-17 กับ 150/60-17 และ

 

  • ในกรณีที่คุณเลือกใช้ยาง Bridgestone Battlax Racing R11 ขนาด 140/70-17 ก็จะเท่ากับว่ายางไซส์นี้ จะมีระยะเส้นรอบวงที่ 2 x 14 (ค่า π) x 313.5 (ค่าระยะรัศมีจากจุดศูนย์กลางล้อ+ความสูงยาง ในหน่วยมิลลิเมตร) = ~1,968.78 มิลลิเมตร

 

  • หากคุณเลือกใช้ยาง Bridgestone Battlax Racing R11 ขนาด 150/60-17 ก็จะเท่ากับว่ายางไซส์นี้ จะมีระยะเส้นรอบวงที่ 2 x 14 (ค่า π) x 306 (ค่าระยะรัศมีจากจุดศูนย์กลางล้อ+ความสูงยาง ในหน่วยมิลลิเมตร) = ~1,921.68 มิลลิเมตร

 

เท่ากับว่ายางทั้งสองขนาดนี้ มีระยะเส้นรอบวงที่ต่างกันอยู่ ถึงราวๆ 47 มิลลิเมตรด้วย

โดยเมื่อระยะเส้นรอบวงของยางเปลี่ยนไป จึงทำให้ทดระยะการหมุนของล้อต่อรอบด้วยไปในตัว เช่นในกรณีนี้ หากคุณเลือกใช้ยางแก้มเตี้ยคือ Bridgestone Battlax Racing R11 ขนาด 150/60-17 ที่มีระยะเส้นรอบวงสั้นกว่า มันก็จะทำให้เครื่องยนต์ต้องหมุนด้วยรอบที่มากขึ้น เพื่อให้ล้อหมุนไปถึงระยะเท่าเดิม ซึ่งให้ผลเหมือนกับทดสเตอร์หลังเพิ่มอีกนิดหน่อย

 

ในทางกลับกัน ถ้าคุณเลือกยางแก้มสูงอย่าง Bridgestone Battlax Racing R11 ขนาด 140/70-17 ที่เส้นรอบวงของยางยาวกว่า มันก็จะทำให้ในระยะทางการวิ่งเท่าเดิม จะใช้รอบการหมุนของเครื่องยนต์น้อยลง ซึ่งก็เป็นผลในลักษณะเดียวกันกับการปรับอัตราทดสเตอร์ให้ต่ำลง

 

ดังนั้น หากตอนแรกคุณจะเข้าใจว่า ยางหน้ากว้าง ที่มีหน้าสัมผัสมากกว่า น้ำหนักมากกว่า จะทำให้รถอืดลง แต่เมื่อลองเปลี่ยนขนาดยางจากขนาด 140/70-17 เป็น 150/60-17 แล้วมันดันให้ความรู้สึกว่ารถสามารถเรียกอัตราเร่งได้ดีกว่าแบบงงๆ

 

นั่นก็เพราะแท้จริงแล้ว ตัวแปรที่ส่งผลเรื่องอัตราเร่งมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของน้ำหนักยางที่ต่างกันเพียงน้อยนิด แต่เป็นเพราะความสูงของแก้มยางที่เตี้ยลงแล้วผลต่อเส้นรอบวงที่สั้นกว่า จนเหมือนการทดสเตอร์ให้จัดขึ้น ซึ่งส่งผลต่ออัตราเร่งของรถที่เปลี่ยนไปได้ชัดเจนกว่านั่นเอง

หรือหากคุณใช้รถมอเตอร์ไซค์ระดับ 1,000cc ที่ต้องเลือกใช้ยางระดับ 190/55-17 กับ 200/55-17 ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งยางสนามอย่าง Bridgestone Battlax Racing R11 และสายถนนที่มีทั้ง Bridgestone Battlax Hypersport S22/S23 เราก็จะพบว่า

 

  • ในกรณีที่คุณเลือกใช้ยาง ขนาด 190/55-17 ก็จะเท่ากับว่ายางไซส์นี้ จะมีระยะเส้นรอบวงที่ 2 x 3.14 (ค่า π) x 320 (ค่าระยะรัศมีจากจุดศูนย์กลางล้อ+ความสูงยาง ในหน่วยมิลลิเมตร) = ~2,009.6 มิลลิเมตร

 

  • หากคุณเลือกใช้ยาง Bridgestone Battlax Racing R11 ขนาด 200/55-17 ก็จะเท่ากับว่ายางไซส์นี้ จะมีระยะเส้นรอบวงที่ 2 x 3.14 (ค่า π) x 326.5 (ค่าระยะรัศมีจากจุดศูนย์กลางล้อ+ความสูงยาง ในหน่วยมิลลิเมตร) = ~2,050.42 มิลลิเมตร

 

และจากตัวเลขข้างต้น ก็จะเท่ากับว่าการเปลี่ยนไปใช้ยางที่มีหน้ากว้างมากกว่า ทำให้รถมีอัตราเร่งหนืดกว่า แต่นั่นก็ไม่ใช่เพราะหน้ากว้างยางหรือน้ำหนักยางที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียวเช่นกัน แต่เป็นเพราะเมื่อคำนวณความสูงแก้มยางแล้ว ยางขนาด 200/55-17 มีความสูงแก้มยางมากกว่ายางขนาด 190/55-17 และทำให้มันมีเส้นรอบวงยางที่มากกว่า จนส่งผลเหมือนการปรับอัตราทดรอบเครื่องยนต์ต่อระยะทางที่รถเคลื่อนที่ไป ให้ต่ำลง คล้ายกับการลดสเตอร์หลังลง นั่นเอง

Bridgestone battlax

ท้ายสุด แม้เนื้อหาเกี่ยวกับการทดสเตอร์ครั้งนี้อาจจะดูละเอียดยิบย่อย วุ่นวาย แต่ไอเดียง่ายๆจริงๆก็มีแค่ว่า ยิ่งคุณเลือกปรับอัตราทดสเตอร์ให้จัด รถของคุณก็ยิ่งสามารถเรียกอัตราเร่งได้เร็ว และในทางกลับกัน หากคุณเลือกทดสเตอร์ให้มีอัตราทดต่ำ รถของคุณก็จะสามารถเรียกความเร็วช่วงปลายได้ยาวกว่า แต่กำลังเครื่องยนต์จะปั่นต่อได้มั้ย ก็ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งของคุณเองอีกที

 

และนอกจากการพินิจพิเคราะห์เรื่องของการเพิ่ม-ลด ฟันเสตอร์ การเลือกขนาดยาง โดยเฉพาะเรื่องของความสูงแก้มยางเอง ก็เป็นอีกสิ่งที่จะส่งผลถึงอัตราเร่ง และลักษณะการไต่ความเร็วของรถเช่นกัน ซึ่งสายซิ่งทั้งหลายที่ต้องการความแน่นอนและแม่นยำในการเซ็ทอัพรถ จึงควรเก็บรายละเอียดในเรื่องของไซส์ยางที่ใช้ด้วย

 

โดยสำหรับใครที่กำลังต้องการจะเปลี่ยนยางรถมอเตอร์ไซค์กันอยู่ แล้วเกิดสงสัยว่ารถที่ตนเองใช้ มีไซส์ยางขนาดใดให้เลือกบ้าง ? เพื่อที่จะได้เอามาคาดคะเนผลลัพท์ของการเปลี่ยนยาง ว่าจะส่งผลต่ออัตราเร่งของรถหรือไม่อย่างไร ?

 

โดยเฉพาะกับยางรถมอเตอร์ไซต์ของ Bridgestone ที่ไม่ใช่แค่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น หลากหลายซีรี่ย์เท่านั้น แต่ยังมีขนาดยางให้เลือกหลากหลายไซส์ ตามความต้องการของผู้ใช้อีก ก็สามารถสอบถามข้อมูลและค้นหาตัวแทนจำหน่ายที่มีครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วยได้ที่นี่ และยังสามารถติดตามข่าวสารโปรโมชั่นเด็ดๆ ได้ที่ Official Facebook Fanpage ของ Bridgestone Moto Thailand กันได้เลย

Source Cr.: Barebonesmc.com, Gearingcommander.com, Tiresize.com, MotorcycleNews.com

อ่านข่าว General Tips เพิ่มที่นี่

อ่านข่าว Bridgestone เพิ่มที่นี่


 

เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่

Website : motowish.com 

Facebook : facebook.com/motowish



ห้ามคัดลอกบทความหรือเนื้อหาในเว็บ Motowish