MOTOWISH | ขุดต้นกำเนิด เปิดประวัติ 3 นักแข่งตัวท็อปแห่งวงการ MotoGP ก่อนเจอตัวเป็นๆ ที่สนามช้างฯ
ขุดต้นกำเนิด, เปิดประวัติ, 3 นักแข่งตัวท็อป, MotoGP, สนามช้างฯ, ประวัตินักแข่ง MotoGP, ประวัติ รอสซี่, ประวัติ มาร์เกซ, ประวัติ โดวิซิโอโซ่, ประวัติ Rossi, ประวัติ Marquez, ประวัติ Dovizioso, Valentino Rossi, Marc Marquez, Andrea Dovizioso, Rossi, Marquez, Dovizioso,
ขุดต้นกำเนิด, เปิดประวัติ, 3 นักแข่งตัวท็อป, MotoGP, สนามช้างฯ, ประวัตินักแข่ง MotoGP, ประวัติ รอสซี่, ประวัติ มาร์เกซ, ประวัติ โดวิซิโอโซ่, ประวัติ Rossi, ประวัติ Marquez, ประวัติ Dovizioso, Valentino Rossi, Marc Marquez, Andrea Dovizioso, Rossi, Marquez, Dovizioso,
275961
post-template-default,single,single-post,postid-275961,single-format-standard,qode-core-1.1,ajax_fade,page_not_loaded,,brick-ver-2.1, vertical_menu_with_scroll,smooth_scroll,fade_push_text_right,grid_1200,wpb-js-composer js-comp-ver-5.4.5,vc_responsive
Home  »  Motorsport   »   ขุดต้นกำเนิด เปิดประวัติ 3 นักแข่งตัวท็อปแห่งวงการ MotoGP ก่อนเจอตัวเป็นๆ ที่สนามช้างฯ

ขุดต้นกำเนิด เปิดประวัติ 3 นักแข่งตัวท็อปแห่งวงการ MotoGP ก่อนเจอตัวเป็นๆ ที่สนามช้างฯ

หากกล่าวถึงรายการ MotoGP นอกจากเราจะได้เห็นรถแข่งที่ล้ำสมัย อีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือเหล่าทวยเทพที่คุมบังเหียนม้าพยศเหล่านี้ได้อยู่หมัด ด้วยประสบการณ์ และฝีมือที่ทำให้พวกเขาเดินทางมาถึงจุดสุดยอดในสังเวียนคลาสสูงสุด และเป็นที่ยอมรับอย่างทุกวันนี้ หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าพวกเขาต้องถูกบ่มเพาะมาอย่างไร ถูกเคี่ยวมาขนาดไหน

 

วันนี้เราขอพาไปขุดต้นกำเนิด เปิดประวัตินักแข่งดาวดังระดับตัวท็อปของวงการ MotoGP อย่าง “มาร์ค มาร์เกซ”, “อันเดรีย โดวิซิโอโซ่” และ “วาเลนติโน่ รอสซี่” กว่าพวกเขาจะมีวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไปทำความรู้จักกับพวกเขากันได้เลย

Marc Marquez

มีคนเคยแซวขำๆว่า “มาร์ค มาร์เกซ” คือนักบิดจากต่างดาว หรือผู้อยู่เหนือกฎฟิสิกส์ ด้วยลีลา และสไตส์การขับขี่ เรียกว่าฉีกกฎ และแหวกตำราที่เคยมีมาในอดีตไปเลย  เขาจึงเป็นนักแข่งที่น่าจับตามากที่สุดในเวลานี้ ด้วยวัยเพียง 26 ปี กับดีกรีแชมป์โลก 7 สมัย และนี่คือหนึ่งในนักแข่งอนาคตไกลที่อยู่เหนือใครๆในทั่วหล้า

 

“มาร์ค มาร์เกซ” เกิดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 ปัจจุบันอายุ 26 ปี มีดีกรีแชมป์โลกถึง 7 สมัย เรียกว่าเป็นนักแข่งอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุคเลยก็ว่าได้ “มาร์เกซ” เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเปิดตัวกับทีมโรงงาน Repsol Honda ในคลาส MotoGP ตั้งแต่ปี 2013 และมีฉายาว่า “มดน้อยแห่งเซอร์เวร่า”

บ้านเกิดที่ “เซอร์เวร่า” เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลาง Catalunya มีระยะห่างจากบาร์เซโลนาเพียง 100 กิโลเมตรเท่านั้น นอกจากเป็นบ้านเกิด “เซอร์เวร่า” ยังเป็นฐานที่ตั้งของออฟฟิศเชียลแฟนคลับ MM93 ที่ก่อตั้งโดยลุง “เรม่อน” ตั้งแต่ปี 2010 โดยเป็นทั้งร้านค้าสำนักงานใหญ่ และพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความสำเร็จของ “มาร์เกซ” อีกด้วย

 

รู้ไหม? ทำไม “มด” ถึงเป็นสัญญลักษณ์ หรือสัตว์นำโชคของ “มาร์ค มาร์เกซ”

ตอนที่ “มาร์เกซ” เริ่มแข่งขันใหม่ในปีแรกๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก และมีน้ำหนักตัวน้อยมาก ทำให้เขาต้องควบคุมรถที่มีน้ำหนักมากกว่าเขาถึง 2 เท่า นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทีมงานเปรียบเทียบเขาเหมือนกับมด สัตว์ขนาดเล็กที่มีความแข็งแรง นอกเหนือจากนี้เขายังมีความเสียสละ และทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ด้วยลักษณะที่คล้ายคลึงกับมด เขาจึงตัดสินใจนำมดมาเป็นตัวนำโชคของเขาตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา

เส้นทางการเดินทางสู่การแข่งขันระดับโลก

ปัจจุบัน “มาร์เกซ” เป็นแชมป์โลก 7 สมัย โดยเริ่มจาก 125 ซีซี ในปี 2010, แชมป์ Moto 2 ในปี 2012 และ MotoGP ในปี 2013, 2014, 2016, 2017 และ 2018 เขากลายเป็นนักแข่งคนแรกนับตั้งแต่ Kenny Roberts ทำสถิติไว้เมื่อปี 1978 ด้วยการคว้าแชมป์โลกในคลาสสูงสุดได้ตั้งแต่ปีแรกของการแข่งขัน และเป็นนักแข่งที่มีอายุน้อยที่สุดในการคว้าแชมป์รวมถึง 7 สมัย นอกจากนี้ยังรักษาแชมป์โลกติดต่อกันถึง 3 ครั้ง

 

การแข่งขันระดับชิงแชมป์โลกของ “มาร์ค มาร์เกซ” เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2008 ขณะที่เขามีอายุ 15 ปี ถือว่าเป็นนักแข่งสเปนที่มีอายุน้อยที่สุดในรายการชิงแชมป์โลกขณะนั้น การเริ่มต้นในคลาส 125 ซีซี ด้วยรถ KTM สังกัด Repsol KTM เขาทำผลงานได้ไม่ดีนัก ปีแรกยืนโพเดี้ยมในอันดับที่ 3 ได้เพียงครั้งเดียว และทำคะแนนสะสมตลอดฤดูกาลได้อันดับที่ 13 ในปีที่ 2 ของการแข่งขัน เขายังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ และจบอันดับที่ 8 ของตาราง

 

ฤดูกาลที่ 3 ในคลาส 125 ซีซี “มาร์เกซ” ได้ขี่รถ Derbi RSA 125 จากประสบการณ์ที่เริ่มงอกเงย ทำให้เขาคว้าแชมป์อันดับ 1 ได้ถึง 10 สนาม จาก 17 สนาม ส่งผลให้คว้าแชมป์โลกคลาส 125 ซีซีไปครองได้เป็นครั้งแรกในปี 2010

หลังจากประสบความสำเร็จจากรุ่นเล็ก ได้เวลาขยับขึ้นไปสู่คลาส Moto2 กับทีม Catalunya Caixa Repsol ด้วยสัญญา 2 ปี ในคลาสนี้หากใครติดตามจะเห็นว่า “มาร์เกซ” ขี่ได้ดุเดือดเลือดพล่าน เสียบเป็นเสียบตายกันเลยทีเดียว นักแข่งไทยอย่าง “ฟิล์ม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ก็เคยโดนมาแล้ว ในรอบฝึกซ้อมที่ฟิลลิป ไอซ์แลนด์ “มาร์เกซ” เข้าโค้งมาเร็วมาก พุ่งชนที่ท้ายรถ“ฟิล์ม” เต็มๆ ทั้งคู่ไถลออกนอกสนาม รถหมุนตลบตามๆกันไป

 

ปีแรกของการแข่งขัน Moto2 เขาจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์โลก ส่วนในปีที่ 2 “มาร์เกซ” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมคว้าแชมป์สนามไปได้ถึง 9 สนาม ขึ้นโพเดี้ยมไปถึง 14 สนามจาก 17 สนาม ทำให้เขามีคะแนนรวมสะสมเป็นแชมป์โลก Moto2 เป็นครั้งแรกในปี 2012

ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในคลาสสูงสุด ข่าวของ “มาร์เกซ” ถูกประกาศออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2012 ด้วยการเซ็นต์สัญญากับทีม Repsol Honda โดยมาแทนที่ “เคซี่ย์ สโตนเนอร์” ที่ประกาศแขวนหมวกกันน็อค และเข้าร่วมเป็นทีมเมทกับ “ดานี่ เปโดรซ่า” ในปี 2013

 

การปรับตัวเข้ากับรถแข่ง MotoGP ของ “มาร์เกซ” เป็นไปอย่างลงตัวตั้งแต่ยังไม่เริ่มฤดูกาล หลังจากเปิดฤดูกาลแรกเขาระเบิดฟอร์มให้โลกเห็นอย่างน่าทึ่ง เพียงแค่สนามทื่ 2 ของฤดูกาล เขาประเดิมแชมป์แรกได้ที่ สนามเท็กซัส ประเทศอเมริกา ส่งผลให้เขาเป็นแชมป์ MotoGP ที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยวัย 20 ปีเศษ ความร้อนแรงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เขายืนโพเดี้ยมได้ทั้งหมด 16 สนาม จาก 18 สนาม นั่นทำให้เขาคว้าแชมป์โลก MotoGP ได้เป็นครั้งแรกในปี 2013 และเป็นปีแรกของการแข่งขันในคลาสสูงสุดอีกด้วย

ปีที่ 2 ของการแข่งขัน ยังเป็นปีที่ “มาร์เกซ” ทำผลงานได้ดี เชื่อไหมว่า 10 สนามแรกของการแข่งขัน เขากวาดแชมป์ไปคนเดียวทั้ง 10 สนาม รวมจบฤดูกาลสามารถทำคะแนนรวมสูงถึง 362 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนรวมที่มากที่สุดในชีวิตการแข่งขัน ส่งผลให้คว้าแชมป์โลก MotoGP เป็นสมัยที่ 2

 

ปี 2015 พลาดท่าให้กับความดุดัน ปีนี้ “มาร์เกซ” ขี่โหด ใจร้อน พร้อมบวกมากๆ ทำให้หลายครั้งเขาล้มไม่จบการแข่งขัน และเป็นปีที่มีดราม่าระดับโลกกับ “รอสซี่” ที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย ปีนั้น “รอสซี่” อยู่ในช่วงชิงแชมป์โลกกับทีมเมทอย่าง “ลอเรนโซ่” หากจำกันได้ “รอสซี่” บู๊กับ “มาร์เกซ” เพื่อชิงอันดับในการตามให้ทัน “ลอเรนโซ่” ทั้งสองดวลกันหนักมาก จน“รอสซี่” หัวร้อนกับการขี่ของ “มาร์เกซ” จึงขาดัน และล้มไปในที่สุด ในปีนั้นจึงทำให้เขาจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3

การได้แชมป์ว่ายากแล้ว รักษาแชมป์ยากยิ่งกว่า แต่สำหรับ “มาร์ค มาร์เกซ” ในปี 2016-2018 เขาคว้าแชมป์ได้ถึง 3 ปีติดต่อกัน แม้ว่าจะต้องพบกับกฎในการแข่งขัน MotoGP รูปแบบใหม่ ตัวเขา และทีมงานมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก พร้อมกับความคิด การอ่านเกมส์ และการตัดสินใจที่โตขึ้น ทำให้ “มาร์เกซ” เป็นนักบิดที่มีอายุน้อยที่สุดในการคว้าแชมป์โลก MotoGP 5 สมัย ด้วยวัยเพียง 25 ปี 246 วัน

นอกเหนือจากความสำเร็จในสนามแล้ว เรื่องราวน่าประทับใจของผู้ชายคนนี้ยังมีความน่ารักอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เขาพบปะแฟนๆ เขาเป็นคนที่สุภาพ ขี้เล่น เป็นกันเองกับแฟนคลับมากๆ ไม่เชื่อลองมาพบกับเขาที่สนามสิ แล้วจะรู้เลยว่านักแข่งที่ยิ่งใหญ่ ใส่ใจแฟนๆได้ถึงขนาดนี้

 

และนี่คือว่าที่ตำนานบทใหม่ที่ยังมีลมหายใจในการสร้างสถิติให้โลกตราตรึงอีกมากมาย

Andrea Dovizioso

เสือซุ่มที่น่าจับตา ถึงแม้จะไม่หวือหวา แต่พาเกมส์ให้สนุกได้ไม่น้อย สำหรับ “อันเดรีย โดวิซิโอโซ่” นัดบิดอิตาเลียน วัย 33 ปี เจ้าของดีกรีแชมป์โลก 1 สมัยในรุ่น 125 ซีซี เขาเกิดวันที่ 23 มีนาคม 1986 ในเมืองฟอร์ลิมโปโปลี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ประเทศที่มีผลผลิตนัดบิดดาวดังมากกมาย

 

เส้นทางการแข่งขันรถจักรยานยนต์ของ “โดวี่” สั่งสมประสบกาณ์มากว่า 20 ปี ย้อนไปในปี 2000 ขณะที่มีอายุเพียง 14 ปี เขา ประเดิมแชมป์แรกจากการแข่งขันรายการ Italian Aprilia Challenge 125 ซีซี และในปี 2001 ยังคว้าแชมป์ European Championship 125 ซีซี ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นนำเขาก้าวขึ้นสู่สังเวียนการแข่งขันระดับชิงแชมป์โลก

 

ในปีเดียวกัน “โดวี่”  เป็นนักแข่งให้สังกัดทีม RCGM Rubicone Corse ใช้รถ Aprilia RS 125 และหมายเลข 51 ลงแข่งขัน เขาได้ร่วมงานกับ Guido Mancini อดีตนักแข่ง และช่างที่เคยทำงานให้กับ Valentino Rossi อีกทั้งยังมี Loris Capiross อดีตนักแข่งชื่อดังคอยเคียงข้าง

ปี 2002 การแข่งขันระดับเวิร์ดซีรี่ย์เริ่มขึ้นแบบเต็มตัว การเซ็นต์สัญญาเข้าร่วมทีม Scot Racing Team เพื่อแข่งขันระดับ 125 ซีซี ในรถ Honda RS125R โดยใช้หมายเลข 34 ลงแข่งขัน ปีแรกปีของการปรับตัว เขาต้องเจอนักแข่งมากฝีมือในชั้นระดับโลก การแข่งขันทั้งหมด 16 สนาม อันดับ 9 เป็นอันดับที่ดีที่สุดในฤดูกาลแรก ทำให้คะแนนสะสมทั้งฤดูกาลมี 42 คะแนน และจบอันดับที่ 16 ของตาราง

 

ปีที่ 2 ของการแข่งขัน ความคุ้นเคย และความสามารถที่พัฒนาขึ้น ทำให้ยืนโพเดี้ยมได้ถึง 4 ครั้ง และทำคะแนนสะสมจบอันดับ 5 ในฤดูกาลนี้ เรียกว่าเป็นพัฒนาการแบบก้าวกระโดด ขึ้นสู่ปีที่ 3 ในคลาส 125 ซีซี ทุกอย่างดูเหมือนลงตัว ฝีมือพัฒนาแบบเต็มขั้น ความอัดอั้นที่มีถูกระเบิดออกมาแบบท็อปฟอร์ม คว้าแชมป์สนามตั้งแต่เปิดฤดูกาล และเป็นแชมป์สนามถึง 5 ครั้ง ยืนโพเดี้ยม 11 หน ขนคะแนนเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ ทำให้คว้าแชมป์โลกคลาส 125 ซีซีเป็นครั้งแรกได้สมใจ

เฉกเช่นนักแข่งทุกคน เมื่อประสบความสำเร็จในคลาสเดิมแล้ว ย่อมขยับสู่คลาสสูงขึ้น ปี 2005 เป็นการเริ่มต้นสู่สังเวียน 250 ซีซี ด้วยรถ Honda RS250RW สังกัดทีม Scot เช่นเดิม ดีกรีแชมป์โลกรุ่นเล็ก ต้องมาเช็คอินในรุ่นใหญ่ การปรับตัวของ “โดวี่” เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำผลงานอยู่ในระดับดี ถึงแม้ไม่มีแชมป์สนาม แต่ยืนโพเดี้ยมได้ 5 ครั้ง และรั้งอันดับ 3 ของตารางในฤดูกาลนี้ พร้อมรับรางวัลนักแข่งหน้าใหม่ (Rookie of the Year) ไปครอง

 

“โดวี่” ยังคงอยู่ในคลาส 250 อีก 2 ปี และเป็น 2 ปีที่มีโอกาสคว้าแชมป์โลกสูงมาก คู่แข่งคนสำคัญในขณะนั้น ต้องยกให้ “ฮอร์เก้ ลอเรนโซ่” ปี 2006 “โดวี่” คว้าแชมป์สนาม 2 ครั้ง ยืนโพเดี้ยม 11 หน และได้ลุ้นแชมป์โลกกับ “ลอเรนโซ่” จนถึงสนามสุดท้าย มาถึงปี 2007 “โดวี่” ยังคงทำผลงานเสมอต้นเสมอปลาย เป็นแชมป์สนาม 2 หน ยืนโพเดี้ยม 10 ครั้ง แต่ก็ไม่วายพลาดให้ “ลอเรนโซ่” เช่นเดิม นี่จึงเป็น 2 ปีที่เขารับตำแหน่งรองแชมป์โลกคลาส 250 สองฤดูกาลติดต่อกัน

โตขึ้นอีกขั้น ถึงแม้ไม่ได้แชมป์รุ่น 250 แต่ได้รับการผลักดันขึ้นสู่ชั้นพรีเมียร์คลาสจากทีมเดิมที่สังกัดอยู่ เดือนกันยายน 2007 ข่าวนี้ถูกประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน การลงแข่งขันคลาสสูงสุด “โดวี่” ใช้รถ Honda RC212V จากหมายเลข 34 ที่เคยใช้ เปลี่ยนเป็นหมายเลข 4 ในการลงแข่ง ฤดูกาลแรกเขาปรับตัวได้ดี เป็นนักแข่งหน้าใหม่ที่หน้าจับตา สามารถเก็บแชมป์สนามได้ 1 ครั้งที่เซปัง เซอร์กิต และจบอันดับ 5 ของตารางในปีแรก

 

เหมือนจะไปได้ดีกับการแข่งขัน แต่แล้วต้องพบกับปัญหาเรื่องเม็ดเงินในการทำทีม ทำให้ Kopron Team Scot ไม่ได้ไปต่อ แต่ทีมโรงงานอย่าง Repsol Honda Team เล็งเห็น จึงดึงตัวเขาเข้ามาแทนที “นิกกี้ เฮย์เด้น” ที่ย้ายไปดูคาติ “โดวี่”ร่วมเป็นทีมเมทกับ “ดานี่ เปโดรซ่า” เคียงบ่าเคียงไหล่ในการแข่งขันด้วยกันถึง 3 ปี การแข่งขันฤดูกาลแรกกับทีมโรงาน (2009) เขาจบอันดับที่ 6 ของตาราง ส่วนปี 2010 ทำอันดับได้ดีขึ้นโพเดี้ยมถึง 7 ครั้ง รั้งอันดับ 5 หลังจบฤดูกาล

ปี 2011 “โดวี่” อยู่กับ Repsol Honda เป็นปีที่ 3 โดยมี “เคซี่ย์ สโตนเนอร์” เข้ามาเสริมทัพ ทำให้ฮอนด้ามีนักแข่งถึง 3 คน การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด ทั้งฤดูกาลแข่ง 18 สนาม “สโตนเนอร์” คว้าแชมป์สนามไปถึง 10 สนาม และยืนโพเดี้ยม 16 ครั้ง คว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ไป ส่วน “โดวี่” ก็ใช่ย่อย ผลงานดีเสมอต้นเสมอปลาย บดบี้แย่งแต้มกับ “ลอเรนโซ่” แต่สุดท้ายต้องตามหลัง และรับอันดับ 3 ของการแข่งขันในฤดูกาลนี้

 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งในฤดูกาล 2012 เมื่อ Repsol Honda ตัดสินใจใช้รถ 2 คันในการลงแข่ง จึงเหลือ “สโตนเนอร์” และ “เปโดรซ่า” เป็นตัวยืน ส่วน “โดวี่” ปฎิเสธข้อเสนอที่จะไปอยู่ทีมสำรองของฮอนด้า จึงตัดสินใจย้านไปร่วมกับ Tech 3 Yamaha ด้วยสัญญาหนึ่งปี คู่กับ “คาล ครัทช์โลว์” การขึ้นขี่ Yamaha YZR-M1 เป็นครั้งแรกถือว่าไปได้สวย ปีนี้เขายืนโพเดี้ยมถึง 6 ครั้ง และรั้งอันดับ 4 หลังจบฤดูกาล

เมื่อตำนานโบกมือลา “โดวี่” มาแทน

หลังจาก “วาเลนติโน่ รอสซี่” ย้ายกลับบ้านยามาฮ่า “โดวี่” เซ็นต์สัญญาเข้ามาแทนที่ในปี 2013 ร่วมเป็นทีมเมทกับ “นิกกี้ เฮย์เด้น” การย้ายเข้าสู่บ้านดูคาติ เป็นฤดูกาลที่ยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับรถแข่งยานแม่ Ducati Desmosedici ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดิบ ในปีแรกของการขี่เจ้าม้าพยศ เขาจบอันดับที่ดีที่สุดด้วยอันดับ 4 เพียงสนามเดียว นอกนั้นก็อยู่อันดับ 7-8-9 ทำคะแนนรวมปีแรกแค่ 140 คะแนน จบอันดับ 8 ของตาราง

 

ปี 2014-2016 เรียนรู้ ทำความรู้จัก และปรับตัว 3 ปีนี้ “โดวี่” ค่อยๆปรับตัว เริ่มคุ้นเคยกับรถมากขึ้น ฝีมือของเขาเริ่มขับเคี่ยวกับ 3 นักแข่งหัวแถว มาร์เกซ, รอสซี่ และ ลอเรนโซ่ แบบไม่น้อยหน้า การขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 2-3 มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง และสามารถคว้าแชมป์สนามเป็นครั้งแรกตั้งแต่อยู่กับดูคาติ ที่สนามเซปัง เซอร์กิตในปี 2016

วิชาแกร่งกล้า เรียกว่าเป็นนักแข่งมือเก๋าที่คุม Ducati Desmosedici ได้อยู่หมัด ช่วงปี 2017-2018 ถือเป็นช่วงพีคของชีวิตเลยก็ว่าได้ ฝีมือการขับขี่ของเขาผสานกับรถแข่งที่แรงดั่งจรวดทางเรียบ สร้างความได้เปรียบในการระเบิดฟอร์มลุ้นแชมป์โลกกับ “มาร์เกซ” ถึง 2 ปีซ้อน

 

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ฝีมือกับความมุ่งมั่นของ “อันเดรีย โดวิซิโอโซ่” ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นนักแข่งแถวหน้าระดับ Top 3 ได้อย่างไร้ข้อกังขา นอกจากนี้เขายังเป็นนักแข่งที่สุภาพ สุขุม และเป็นกันเองกับแฟนคลับอีกด้วย เดือนตุลาคมนี้เตรียมพบกับเขาได้เลยในการแข่งขัน MotoGP ที่สนามช้าง

Valentino Rossi

หากกล่าวถึงชายวัยกลางคนอายุ 40 ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการการแข่งขัน MotoGP ชื่อของ “วาเลนติโน่ รอสซี่” เด้งผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ต้องคิด ชายผู้เป็นไอดอลของนักแข่งมากมาย คนที่มีบุคลิกสุขุม แฝงความทะเล้นในตัว ยิ่งสมัยวัยรุ่นวีรกรรมแสบๆไม่ต้องพูดถึง เป็นที่โจษจันกันมากมาย

ชีวิตติดความเร็ว

“วาเลนติโน่ รอสซี่” เกิดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1979 ที่เออร์บิโน ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นได้ย้ายมาที่ ตาวูลเลีย เขาเกิดในครอบครัวของอดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ทำให้ชีวิตของเขาเริ่มสัมผัสความเร็วตั้งแต่เด็ก

 

พ่อของ “รอสซี่” คือ “กราเซียโน รอสซี่” อดีตนักแข่งจักรยานยนต์ เป็นคนที่สอนเขาขี่รถสองล้อเป็นคนแรก “รอสซี่” เริ่มขี่จักรยานยนต์ตั้งแต่ 3 ขวบ แต่ “สเตฟาเนีย” ผู้เป็นแม่ เป็นห่วงความปลอดภัยจึงได้ซื้อรถโกคาร์ทมาให้ขับแทนรถสองล้อ ทำให้เขาได้ลิ้มลองกีฬาความเร็วตั้งแต่เด็ก แค่เพียง 5 ขวบ เขาก็ขับรถขนาด 100 ซีซีแล้ว และในปี 1990 เขาก็ชนะการแข่งขันรถโกคาร์ทระดับภูมิภาคได้เป็นครั้งแรก

 

เรื่องน่ารู้ : 46 หมายเลขจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก

> หมายเลข 46 เป็นหมายเลขที่ “กราเซียโน รอสซี่” อดีตนักแข่งจักรยานยนต์ใช้ในการแข่งขัน “รอสซี่” จึงใช้หมายเลข 46 มาเป็นหมายเลขประจำตัวที่ใช้ในการแข่งขันด้วยเช่นกัน

เส้นทางการแข่งขันของ “รอสซี่”

เริ่มตั้งปี 1993 ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อ ทำให้ “รอสซี่” ได้เริ่มการแข่งขัน โดยเริ่มจากการขี่รถ Cagiva Mito 125 ซีซี และในปี 1995 ย้ายไปขี่ Aprilia และชนะการแข่งรายการ Italian Championship 125 ซีซี ทำให้เขาขึ้นทำเนียบอันดับ 3 ในการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรป

 

1996 ซุปตาร์เกิดใหม่ “รอสซี่” เปิดตัวในเวทีระดับโลกอย่างเป็นทางการ เริ่มจากคลาส 125 กับ Aprilia และในปี 1997 ได้เป็นแชมป์โลกคลาสนี้ ในปี 1998 ยังคงขี่ให้ Aprilia แต่ขยับคลาสขึ้นมาแข่งคลาส 250 และคว้าแชมป์โลกในปี 1999 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของการแข่งขันในรุ่น 250

ปี 2000 วัยรุ่น วัยห้าว เมื่อประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ปี 2000 ย้ายเข้าสู่บ้าน Honda ในการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก 500 ซีซี ด้วยรถ Honda NSR500 สังกัดทีม Nastro Azzurro Honda และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ต่อกรกับ Max Biaggi ปีแรกเขาทำผลงานได้ลำดับที่ 2 ในตารางชิงแชมป์โลก ในปีถัดไปเขาทำงานอย่างหนัก และขับเคี่ยวกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Biaggi จนกระทั่งคว้าแชมป์โลกในคลาส 500 ซีซี มาครองได้ในปี 2001

 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ปี 2002 รายการแข่งขันเปลี่ยนเป็น MotoGP ทำให้เขาต้องปรับตัวครั้งใหญ่กับการควบ Honda RC211V สังกัด Repsol Honda Team แต่นั่นก็ถือเป็นการเริ่มต้นอย่างแข็งแกร่ง เขาคว้าแชมป์โลกในพรีเมียร์คลาสให้กับ Honda ได้ถึง 2 สมัยติด ในปี 2002-2003

2004-2010 ยุคทองของ “รอสซี่” ความสำเร็จที่ต่อเนื่องทำให้เขาต้องการความท้าทายใหม่ การย้ายทีมใหม่สู่ Yamaha ในปี 2004-2010 การที่เขาอยู่กับ Yamaha เขาเป็นทั้งนักแข่ง และผู้ช่วยพัฒนารถได้เป็นอย่างดี เรียกว่ายุคนี้เป็นยุคทองของเขาเลยก็ว่าได้ โดยสามารถคว้าแชมป์ร่วมกับ Yamaha ได้ถึง 4 สมัย ในปี 2004, 2005, 2008 และ 2009

2011-2012 เทวดาตกสวรรค์ หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Yamaha กลิ่นความท้าทายตลบอบอวล “รอสซี่” ตกลงย้ายไปอยู่กับ Ducati ด้วยสัญญา 2 ปี เป็นทีมเมทร่วมกับ “นิกกี้ เฮย์เดน” แต่ทว่าใน 2 ปีนั้นกลับเป็นปีที่ดำดิ่งของเขากับการปรับตัวเข้ากับรถแข่งที่มีความดิบ กระด้าง การชน การกลิ้งมีให้เห็นอยู่เป็นประจำกับตัวแข่ง  Desmosedici เป็น 2 ปีที่ยากลำบาก ทำให้เขามีคะแนนสะสมในรายการชิงแชมป์โลกอยู่ที่ลำดับ 7 ในปี 2011 และลำดับ 6 ในปี 2012

2013 ย้ายค่ายเบอร์เดิม หลังจากไม่ประสบความสำเร็จกับ Ducati “รอสซี่” ได้ย้ายกลับ Yamaha บ้านเก่าที่เคยรุ่งโรจน์ โดยเป็นทีมเมทร่วมกับ “ฮอร์เก้ ลอเรนโซ่” ระหว่างที่อยู่กับค่ายที่คุ้นเคย เขาช่วยพัฒนารถแข่ง, รถขาย รวมถึงเป็นแม่เหล็กในการผลักดันด้านการตลาดให้กับค่ายเป็นอย่างมาก โดยความหวังว่าจะคว้าแชมป์สมัยที่ 10 และแขวนหมวกกันน็อคไว้กับค่ายสีน้ำเงินแห่งนี้อย่างสวยงาม แต่ทว่าจนถึงปัจจุบันด้วยอายุอานามที่มากขึ้น รวมถึงเด็กรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขายังไม่สามารถทำตามฝันได้สำเร็จ

 

สรุปแชมป์ 9 สมัยของ “วาเลนติโน่ รอสซี่” รุ่น 125cc (1997), รุ่น 250cc (1999), รุ่น 500cc (2001) และรุ่น MotoGP (2002, 2003, 2004, 2005, 2008, 2009)

ทั้งนี้ “รอสซี่” มีแฟนๆติดตามเชียร์อยู่ทั่วโลกจนเรียกได้ว่ามีแฟนคลับมากที่สุดของวงการนี้ รวมถึงประเทศไทยที่มีฐานแฟนคลับอยู่ไม่น้อย โอกาสที่แฟนๆชาวไทยจะได้ไปร่วมเชียร์ “รอสซี่” แบบติดขอบสนามมีมาให้ถึงที่ เจอกันเดือนตุลาคมนี้ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

 

เรื่องน่ารู้ : วาเล่ วาเล่!!

> สำหรับชื่อที่แฟนๆชาวไทยเรียกติดปากว่า “รอสซี่” ถ้าในต่างประเทศส่วนมากจะเรียกเขาว่า “วาเล่” (Vale) หากเจอเขาในสนามลองเรียกชื่อนี้ดูสิ เขาอาจหันมาส่งยิ้มหวานให้ก็ได้นะ

ได้รู้จักประวัติ 3 นักแข่งตัวท็อประดับโลกกันไปแล้ว จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ต้องฝ่าฝันอุปสรรคมากมายกว่าจะสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ไปดูให้เห็นกับตาดีกว่าว่านักบิดฝีมือระดับเทพเขามีลีลาการขี่เป็นอย่างไร ในการแข่งขัน MotoGP ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต วันที่ 4-6 ตุลาคม 2562 แล้วเจอกัน!!

Source Cr.: MotoGP, Visordown, Wikipedia, Valentino Rossi Official Website, Marc Marquez Official Website, Andrea Dovizioso Official Website

อ่านข่าว Motorsport เพิ่มที่นี่

อ่านข่าว MotoGP เพิ่มที่นี่


 

เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่

Website : motowish.com 

Facebook : facebook.com/motowish