โมโตจีพี 2026 ปรับแรงค์ 3 ผู้ผลิต ก่อนลุยครึ่งหลังฤดูกาล

กลายเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลของศึกโมโตจีพีที่จู่ๆความเข้มข้นในการแข่งขันก็สูงขึ้นก่อนหยุดพักกลางฤดูกาล เพราะจากที่ตอนแรกหลายคนคาดว่า อพริเลีย จะสามารถรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมในช่วงแรกของฤดูกาลได้อย่างต่อเนื่อง แต่จู่ๆ นักบิดลูกรักของทีมอย่าง “มาร์โค เบซเซคคี” กลับเริ่มออกอาการดวงตก ทั้งชนกันเองกับเพื่อนร่วมทีม หรือพลาดล้ม ไม่จบการแข่งขัน แล้วเสียแต้มอยู่หลายครั้งจนอันดับคะแนนสะสมร่วงกราวภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สนาม
แต่ในขณะเดียวกันทางฝั่ง “ฮอร์เก้ มาร์ติน” กลับมีฟอร์มที่เริ่มคงเส้นคงวามากขึ้น แม้จะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมต้องไม่จบการแข่งขัน จนตอนนี้เจ้าตัวได้ขึ้นเป็นผู้นำในตารางคะแนนสะสม และยังมี “ไอ โอกุระ” กับ “ราอูล เฟอร์นันเดซ” ที่พากันควงคู่ขึ้นโพเดี้ยมอยู่บ่อยครั้ง
นั่นจึงส่งผลให้พวกเขาต้องขยับคลาสของทีมจากแรงค์ C ขึ้นมาสู่ แรงค์ B ซึ่งจะมีการจำกัดจำนวนยางที่สามารถใช้ในการทดสอบมากขึ้น จาก 93 เส้น เหลือ 84 เส้น และจะลดสิทธิ์ในการใช้นักบิดไวล์การ์ดเข้าร่วมการแข่งขันจริงเพื่อทดสอบลูกเล่นใหม่ๆของรถที่ยังไม่ได้ถูกใส่ลงไปในรถของนักแข่งตัวจริงลงจาก 6 สนาม เหลือ 3 สนาม

ขณะเดียวกันทางฝั่งดูคาติ แม้การกลับมาของ “มาร์ค มาเกซ” หลังพักรักษาตัวจากการผ่าตัดแก้ไขอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ขวา จะสวนทางกับคู่แข่ง เพราะสามารถคว้าชัยชนะในรอบเมนเรซได้ถึง 3 สนาม และคว้าชัยชนะในรอบสปรินท์เรซได้อีก 2 สนาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของเขาก่อนหน้านั้นยังไม่เปรี้ยงปร้างเท่าไหร่นัก เช่นเดียวกับนักแข่งคนอื่นๆ ที่ใช้รถดูคาติเช่นกัน เพราะแทบไม่มีใครสามารถขึ้นโพเดี้ยมเป็นประจำในตลอด 11 เรซ ที่ผ่านมาได้เลย
นั่นจึงส่งผลให้อัตราส่วนในการคว้าคะแนนผู้ผลิตช่วงระหว่างครึ่งหลังของการแข่งขันฤดูกาล 2025 จนถึงครึ่งแรกของฤดูกาล 2026 ทางดูคาติ ต้องถูกปรับลดแรงค์ของผู้ผลิตลง จากแรงค์ A สู่แรงค์ B ซึ่งจะช่วยให้คราวนี้พวกเขาสามารถใช้ยางในการทดสอบได้มากขึ้นจาก 75 เส้น เป็น 84 เส้น ต่อ 1 ฤดูกาล และสามารถใช้สิทธิ์ในการส่งนักบิดไวล์การ์ดพารถทดสอบมาเก็บข้อมูลในรอบการแข่งขันจริงได้ 3 ครั้ง เท่ากับอพริเลีย
ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก็น่าจะช่วยให้ดูคาติ สามารถหายใจหายคอในการพัฒนารถแข่งของพวกเขาเพื่อต่ออกรกับอพริเลียในปีนี้ได้มากขึ้น แม้ว่ามันจะเป็นปีสุดท้ายสำหรับการแข่งด้วยรถพิกัด 1,000 ซีซี ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งผู้ผลิตที่ต้องถูกปรับแรงค์ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ฮอนด้า ที่แม้จะดูเหมือนว่าตัวแข่งของพวกเขาจะเริ่มสามารถเกาะกลุ่มกลางในการแข่งขันได้ช่วงระหว่างครึ่งหลังฤดูกาล 2024 มาจนถึงครึ่งแรกของการแข่งขันฤดูกาล 2025 แต่หลังจากนั้นมานักบิดของพวกเขากลับไม่สามารถทำผลงานที่น่าประทับใจได้มากเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะ “โจอัน เมียร์” ที่เลือกขี่แบบไม่สนการเก็บข้อมูลมากนัก และเลือกจะหวดแบบเค้นลิมิตรถเพียงอย่างเดียวจนพลาดล้มไม่จบการแข่งขันไปหลายสนาม
จึงส่งผลให้ทางฮอนด้าต้องถูกปรับแรงค์ผู้ผลิตลงจาก แรงค์ C สู่ แรงค์ D ร่วมกับยามาฮ่า เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนารถได้อย่างอิสระไม่จำกัดทั้งสนามแข่งที่อยากจะทดสอบ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นนักบิดทดสอบเท่านั้นที่สามารถช่วยทีมเก็บข้อมูลรถทดสอบได้ และยังสามารถใช้ยางสำหรับการทดสอบได้มากกว่าเดิม จาก 93 เส้น เป็น 115 เส้น แถมยังสามารถส่งนักบิดไวล์การ์ดลงแข่งพร้อมรถทดสอบได้ถึง 6 สนาม และยังมีโควตาเครื่องยนต์ให้นักบิดใช้ถึง 9 ลูก ต่อคน ต่อปี โดยไม่มีการจำกัดการปรับสเป็คเครื่องยนต์ระหว่างฤดูกาล รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์แฟริ่งได้อีก 2 ครั้งต่อฤดูกาลอีกด้วย
ทั้งนี้ผลการปรับแรงค์ข้างต้น จะมีผลจนถึงสิ้นปี 2026 นี้เท่านั้น เพราะในการแข่งขันปี 2027 ทุกทีมผู้ผลิต จะถูกปรับให้เริ่มฤดูกาลด้วยแรงค์ B เหมือนกันทั้งหมด เพื่อความเท่าเทียบกันในการพัฒนารถแข่งพิกัดใหม่ นั่นคือพิกัด 850 ซีซี แล้วจากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงพักเบรกระหว่างฤดูกาล ทางคณะกรรมการจึงจะทำการปรับแรงค์ของผู้ผลิตใหม่อีกครั้งตามผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของการแข่งขันฤดูกาล 2027 นั่นเอง
Source Cr.: MotoGPnews.com, Crash.net
อ่านข่าว Motorsport เพิ่มที่นี่
อ่านข่าว MotoGP เพิ่มที่นี่
เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่
Website : motowish.com
Facebook : facebook.com/motowish
