2026 Yamaha R7 ปรับสเป็คครั้งใหญ่พร้อมสีสุดเฟี้ยว

ขณะที่ Yamaha แทบทั้งโลก พยายามนำเสนอเฉดสี 50th Anniversary บนเหล่ารถ R-Series แต่ดูเหมือนสีที่น่าสนใจที่สุดในปี 2026 นี้ กลับเป็นตัวรถเฉดสี Breaker Cyan / Raven ที่มีขายเพียงเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
เพราะเฉดสีใหม่นี้ คือเฉดสีที่จะยิ่งเพิ่มดีกรีความก๋ากั่นให้กับตัวรถขึ้นไปอีก ด้วยชุดแฟริ่งสีฟ้านีออน ตัดด้วยสติ๊กเกอร์สีม่วงและสีเขียวนีออน แล้วจึงตัดด้วยสีดำเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับสามเฉดสีก่อนหน้าบนตัวรถแบบเฟี้ยวสุดใจ
ซึ่งแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางค่ายพยายามใช้เฉดสีสุดแปลกตาในรถมอเตอร์ไซค์ของตนเอง แต่ก็ไม่บ่อยนักที่เฉดสีแปลกๆเหล่านี้จะมาอยู่ในรถตระกูล R-Series ที่พึ่งจะมีเฉดสีจี๊ดจ๊าดขนาดนี้ให้เลือกใช่ช่วงไม่เกิน 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยเฉพาะใน R7 R3 R15 เจเนอเรชันล่าสุด ส่วนพี่ใหญ่ R9 R1 ยังไม่เคยปรากฏเฉดสีโทนนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
นอกนั้นในด้านความเปลี่ยนแปลงอื่นๆของตัวรถเองก็น่าสนใจ เพราะหากเทียบกับ R7 เวอร์ชันปัจจุบันที่ขายในไทย ตัวรถรุ่นใหม่นี้ก็ได้รับการอัพเกรดลูกเล่นใหม่หลายจุดด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ชุดแฟริ่งที่ถูกปรับงานออกแบบใหม่ให้ดูแหลมพุ่งมากขึ้น และยังปรับโคมไฟหน้าใหม่ กับแถบไฟ LED ใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม พร้อมเสริมแถบลิปสปอยเลอร์เอาไว้เป็นคางใต้ไฟหน้าอีกทีโดยไม่ได้มีเหตุผลไว้เพื่อสร้างแรงกดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีไว้เพื่อรีดลมลงไปเป่าหม้อน้ำให้มากขึ้นอีกด้วย
แฟริ่งข้างก็ถูกปรับใหม่ ให้มีแผงข้างใหญ่ขึ้น และตัวช่องรีดอากาศด้านข้างก็ดูแคบแต่สูงกว่าเดิม เพื่อการรีดความร้อนออกจากแผงหม้อน้ำที่ต่อเนื่องในช่วงความเร็วสูงมากกว่าเดิม รวมถึงแฟริ่งครอบเฟรมกลาง แฟริ่งใต้เบาะผู้ขี่
และแฟริ่งท้ายเองก็มีความผอมเพรียวแต่เชิดขึ้นยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ชุดแฟริ่งครอบถังน้ำมันยังถูกปรับรูปทรงใหม่เพื่อให้ผู้ขี่สามารถหนีบถังน้ำมันได้กระชับยิ่งขึ้น และแครงก์เครื่องยนต์ซ้าย-ขวา ก็ยังมีความนูนยื่นออกมาทางด้านข้างน้อยลง

เช่นเดียวกันในส่วนแฮนด์บาร์ได้ถูกปรับตำแหน่งใหม่ ให้ถอยหลังเข้าไปใกล้เบาะนั่งมากขึ้น ปรับความสูงเบาะให้เตี้ยลง 5 มิลลิเมตร เหลือ 830 มิลลิเมตร และปรับพักเท้าให้สูงขึ้นอีกนิด ทั้งหมดเพื่อทำให้ผู้ขี่ตัวเล็กสามารถปรับตัวเข้าหารถได้ง่ายยิ่งขึ้น
ชุดเฟรมโครงเหล็กก็ได้รับการปรับปรุงใหม่เช่นกัน ไม่ว่าจะรูปทรง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง หรือความหนา เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างในทุกด้าน แม้กระทั่งจุดยึดแกนสวิงอาร์มก็ยังถูกเสริมแกร่งเช่นกัน ส่วนตัวโช้คหน้าถูกปรับลดน้ำหนักลง 350 กรัม โดยที่ไส้ในยังคงสามารถปรับเซ็ทได้ทุกค่า พร้อมปรับระยะแผงคอให้ยื่นไปด้านหน้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มความนิ่งในการวิ่งทางตรง
ส่วนโช้คหลังจะมีการปรับเซ็ทใหม่ และตัวสวิงอาร์มยังถูกปรับเปลี่ยนรูปทรงใหม่ เพื่อการส่งข้อมูลผิวถนนและอาการของตัวรถไปหาผู้ขี่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตามด้วยการเปลี่ยนไปใช้ชุดล้อ Spin-Forged แบบเดียวกับ MT-07 รุ่นใหม่ก่อนจะรัดด้วยยาง Bridgestone Battlax Hypersport S23 ซี่รี่ย์ใหม่ล่าสุด

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้รับการอัพเกรดชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ IMU พร้อมระบบ Traction Control 3 ระดับ ระบบ Slide Control ระบบ Lift Control ระบบ Brake Control ระบบ Engine Brake Management System ที่สามารถเปลี่ยนค่าการทำงานตามองศาการเอียงของตัวรถได้ แม้แต่ระบบ ABS ที่สามารถปิดการทำงานที่ล้อหลังได้ก็เช่นกัน
แน่นอนว่าระบบทั้งหมดจะทำงานไม่ได้หากขาดซึ่งการมีอยู่ของระบบคันเร่งไฟฟ้าที่จะถูกติดตั้งเข้ามาแทนคันเร่งสายของเดิม และทำให้รถจะมีโหมดการขับขี่เพิ่มเติมอีก 5 รูปแบบ ได้แก่ Sport/Street/Rain และอีก 2 รูปแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนค่าการทำงานของระบบยิบย่อยได้ทั้งหมดถึง 40 รูปแบบ รวมถึงระบบ Launch Control
ซึ่งทั้งหมดผู้ขี่ยังสามารถปรับเปลี่ยนค่าได้ผ่านโทรศัพท์มือถืออีกด้วยหากขี้เกียจปรับบนหน้าจอแสดงผล Full Digital TFT ขนาด 5.0 นิ้ว ที่มีระบบเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ ระบบนำทางด้านสัญญาณ GPS ของ Garmin StreetCross และระบบ Track Mode ที่สามารถบันทึกค่าเวลาต่อรอบ ระยะเวลาในแต่ละเซคเตอร์ของสนาม รอบเครื่องยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย

ไฮไลท์สุดท้ายอย่างเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง DOHC 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุ 689cc พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา CP2 น่าเสียดายที่ทางค่ายไม่ได้มีการปรับปรุงใดๆเพื่อให้มันมีพละกำลังสูงสุดมากขึ้นเป็น 73.4 PS ที่ 8,750 รอบ/นาที กับแรงบิดสูงสุด 68 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที
แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีการอัพเกรดชุดเกียร์ใหม่ โดยเฉพาะเกียร์ 1-3 ที่จะมีการทำเขี้ยวต่อเฟืองเกียร์ใหม่ให้เป็นแบบ 6 เขี้ยวเพื่อความกระชับในการต่อเกียร์ที่ดียิ่งขึ้น และยังปรับอัตราทดเกียร์ 4-6 ใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถต่อเกียร์ได้ยาวขึ้น นุ่มนวลขึ้น พร้อมเพิ่มระบบควิกชิฟท์เตอร์เข้าไปอีกเพื่อความต่อเนื่องในการเรียกอัตราเร่ง
โดยทั้งหมดนี้จะมีการเปิดตัววางจำหน่ายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นที่แรก ส่วนในยุโรปจะตามมาในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ (ไม่นับเฉดสีสุดพิเศษที่เรานำเสนอไว้ข้างต้น) ส่วนของไทยอาจจะมีการเปิดตัวตามมาอีกครั้งในช่วงไม่เกินปลายปีนี้
Source Cr.: Yamaha
อ่านข่าว New Bikes เพิ่มที่นี่
อ่านข่าว Yamaha เพิ่มที่นี่
เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่
Website : motowish.com
Facebook : facebook.com/motowish
