Ducati เปิดตัว “Collezione 100” เจาะรายละเอียด 10 คอลเลกชันรถรุ่นพิเศษ จำกัดรุ่นละ 100 คันทั่วโลก

หน้าประวัติศาสตร์อันจารึกความสำเร็จอย่างนับไม่ถ้วนของรถแข่ง Desmosedici MotoGP ได้ถูกเนรมิตให้พื้นที่สุดยิ่งใหญ่ในการเปิดตัว “Collezione 100” คอลเลกชันรถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษ 10 ลวดลายในรูปแบบผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพียงรุ่นละ 100 คันทั่วโลก ซึ่งถือเป็นผลงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี
ดูคาติได้เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟในแต่ละโมเดลด้วยการเลือกใช้ออปชันระดับท็อป โดยลวดลายตัวรถที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์รุ่นประวัติศาสตร์, เบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 รวมถึงชิ้นส่วนสีพิเศษอย่าง คาลิปเปอร์เบรกสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) ซึ่งเป็นเฉดสีเฉพาะสำหรับคอลเลกชันนี้เท่านั้น โดยถูกนำมาใช้กับฝาถังน้ำมันและเพลทรันหมายเลขซีเรียลนัมเบอร์ที่ตอกหมุดยึดไว้กับแผงคอบน นอกจากนี้ ชิ้นส่วนระบบคลัตช์แห้ง (Dry Clutch) ที่ถูกนำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกในตระกูลเครื่องยนต์ V2 โมเดลใหม่ ยิ่งช่วยเพิ่มความดุดันและสะท้อนจิตวิญญาณของดูคาติได้อย่างแท้จริง

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะรถทุกคันจะมาพร้อมสแตนด์ล้อด้านหลังสีเดียวกับตัวรถ, ผ้าคลุมรถ และใบรับรองการเป็นเจ้าของรถรุ่นประวัติศาสตร์จากโรงงาน (Certificate of Authenticity) พร้อมลวดลายกราฟิกต้อนรับสุดพิเศษบนหน้าจอเรือนไมล์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ และเพื่อเป็นการเชื่อมโยงโลกแห่งความเร็วเข้ากับโลกแห่งศิลปะอย่างแนบแน่น อูโก้ เนสโปโล (Ugo Nespolo) ศิลปินชาวอิตาเลียนและแฟนพันธุ์แท้ของดูคาติ ได้ร่วมสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ศิลปะจำนวน 2 ชิ้น ที่มีหมายเลขกำกับตรงกับตัวรถและลงนามด้วยลายเซ็นของเนสโปโลเอง มอบให้พร้อมกับรถทุกคันในคอลเลกชันนี้
ภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ สองนักแข่งจากทีม Ducati Lenovo : Francesco Bagnaia และ Marc Marquez ได้ร่วมเปิดตัวรถแข่ง MotoGP ลวดลายพิเศษ ที่ใช้สำหรับการแข่งขันที่ Mugello Circuit โดยตัวรถเป็นการผสมผสานโลโก้ดูคาติคลาสสิกเข้ากับลวดลายกราฟิกเรขาคณิตอันทรงพลัง พร้อมกลิตเตอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งระดับตำนานอย่าง 750 Imola Desmo
นอกจากนี้ แบรนด์พาร์ทเนอร์ระดับโลกยังได้ร่วมฉลองศตวรรษแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ด้วย โดย Piquadro เผยโฉมกระเป๋าเป้สะพายหลังรุ่นพิเศษทั้งหมด 4 แบบ และ Carrera สปอนเซอร์หลักของทีม Ducati Lenovo ได้เปิดตัวแว่นตากันแดดรุ่น Anniversary Edition ที่ผลิตจำกัดเพียง 1,000 ชิ้นทั่วโลก
สำหรับแฟน ๆ Ducatisti ทุกท่านโอกาสต่อไปที่จะได้สัมผัสและชื่นชมตัวจริงของคอลเลกชัน “Collezione 100” จะมีให้ชมในงาน World Ducati Week 2026 ที่จะจัดขึ้นที่ สนาม Misano ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคมนี้ ก่อนที่รถทั้ง 10 รุ่นจะเดินทางไปจัดแสดงในงานระดับโลกอย่าง Goodwood Festival of Speed และเดินทางกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง ณ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในประเทศอิตาลี
เจาะลึกรถจักรยานยนต์ 10 รุ่นพิเศษ “Collezione 100”

1. Panigale V4 S 100 (แรงบันดาลใจจาก 750 Imola Desmo – ปี 1972)
ลวดลายของ Panigale V4 S 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรถแข่งระดับตำนานที่คว้าชัยชนะในการแข่งขัน Imola 200 ไมล์ ครั้งแรกในปี 1972 โดย 2 นักแข่งชื่อดัง Paul Smart และ Bruno Spaggiari ในอดีต รถแข่ง 750 Imola Desmo พัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานของรุ่น 750 GT ซึ่งเป็นรถเครื่องยนต์ 2สูบ รุ่นแรกของดูคาติ โดยหยิบยกโครงสร้างของ 750 GT ผสานเข้ากับระบบวาล์ว Desmodromic พร้อมสวมแฟริ่งของตัวแข่ง 500 GP ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะในขณะนั้น นอกจากนี้ ตัวถัง สีเงิน “Glittery Silver” อันเป็นเอกลักษณ์ ยังสะท้อนถึงรสนิยมแนว Science Fiction ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น
ชัยชนะที่สนาม Imola ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จเหนือความคาดหมายของสุดยอดผู้ผลิตจาก Borgo Panigale หลังสามารถโค่นแชมป์อย่าง Giacomo Agostini และรถ MV Agusta ของเขาลงได้ ซึ่งชื่อเสียงจากความสำเร็จของ Paul Smart และ Bruno Spaggiari ในครั้งนั้น ส่งผลให้แบรนด์ดูคาติได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย จนเกิดกระแสเรียกร้องจากแฟน ๆ นำไปสู่การสร้างสรรค์รุ่น 750 Supersport Desmo ในปีถัดมา (ปี 1973) ซึ่งนับเป็นรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบบวาล์ว Desmodromic รุ่นแรกของดูคาติ
สำหรับ Panigale V4 S 100 รุ่นพิเศษนี้ ตกแต่งยกระดับความเหนือชั้นด้วยเบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 ชุดวิงเล็ท บังโคลน รวมถึงฝาครอบเครื่องยนต์และฝาครอบท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมตอกย้ำความพิเศษด้วยการสลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิตลงบนเพลทสี Centenario Bronze พร้อมด้วยชุด Dry Clutch และท่อ Akrapovič ที่รังสรรค์จากวัสดุไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ ที่มอบสุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นไม่ซ้ำใครให้กับ Panigale V4 S 100 คันนี้
อุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย ชุดถอดกระจกมองข้างและแผ่นป้ายทะเบียน (ท้ายสั้น), ฝาครอบคลัตช์แบบเปิด (Open clutch cover) และฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

2. Panigale V2 S 100 (แรงบันดาลใจจาก 750 Super Sport Desmo – ปี 1975)
Panigale V2 S 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรถแข่ง 750 Super Sport Desmo ที่ขับขี่โดยแชมป์ Franco Uncini ในการแข่งขันอิตาเลียนแชมเปียนชิพ (Italian Championship) ในปี 1975 ภายใต้การบริหารจัดการของทีมแข่งที่ก่อตั้งโดย Bruno Spaggiari
ในช่วงปลายปี 1973 ดูคาติได้ตัดสินใจมอบหมายหน้าที่การบริหารจัดการทีมแข่งให้แก่ Bruno Spaggiari ซึ่งเป็นอดีตนักแข่งและผู้ก่อตั้งทีมของตัวเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตแห่งเมืองโบโลญญ่าในการส่งรถแข่งทรงพลังอย่าง 750 Super Sport Desmo ลงแข่งขันในรายการ อิตาเลียนแชมเปียนชิพ สำหรับรถจักรยานยนต์โปรดักชัน (Production-based motorcycles) ซึ่งรถรุ่นนี้เป็นที่ชื่นชอบและได้รับการยอมรับอย่างสูงจากสาธารณชนผู้รักความเร็วในยุคนั้น
ตัวถังสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของลวดลายนี้ ชวนให้รำลึกถึงรถมอเตอร์ไซค์รุ่น 750 Sport พร้อมผสานดีเทลตกแต่งในเฉดสีน้ำตาลตัดสี บอร์โดซ์/เบอร์กันดี อันโดดเด่น ซึ่งเป็นเฉดสีที่ใช้กับเครื่องยนต์เรือ (Inboard marine engines) ที่ประกอบขึ้นในโรงงาน Borgo Panigale ณ เวลานั้น
สำหรับ Panigale V2 S 100 รุ่นพิเศษนี้ ได้รับการยกระดับความพรีเมียมด้วยเบาะหนัง Alcantara ปักโลโก้ Ducati 100, แฮนด์แบบสปอร์ต (Billet sports handlebars), อุปกรณ์กันสะบัด (Steering damper) ตอกย้ำความพิเศษด้วยการสลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิตลงบนเพลทสี Centenario Bronze นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกในตระกูล Ducati V2 ที่ได้รับการติดตั้งระบบคลัตช์แห้ง (Dry Clutch) ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ
โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย ชุดถอดกระจกมองข้างและแผ่นป้ายทะเบียน (ท้ายสั้น), ฝาครอบคลัตช์แบบเปิด (Open clutch cover) และฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

3. Streetfighter V4 S 100 (แรงบันดาลใจจาก Ducati 900 Sport Desmo Darmah – ปี 1979)
ลวดลายของ Streetfighter V4 S 100 ได้แรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรุ่น 900 Sport Desmo Darmah ปี 1979 ในช่วงนั้นกราฟิกโทนสีดำตัดทอง (Black and Gold) ถือเป็นคู่สีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในโลกแห่ง ยนตรกรรมและความเร็ว โดยดูคาติเองได้นำเอาเฉดสีนี้มาแต่งแต้มลงบนรุ่น 900 Sport Desmo Darmah ซึ่งเปรียบเสมือนรถสไตล์ Streetfighter ที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนกาลเวลาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในประเทศอิตาลียุคนั้นยังมีความหลงใหลในความแปลกใหม่ของอารยธรรมต่างแดนอย่างมาก ความหลงใหลดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดออกมา ณ โรงงาน Borgo Panigale ผ่านการตั้งชื่อรุ่นตามจินตนาการอย่าง “Darmah” รวมถึงรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์อย่างรูป “หัวเสือ” ที่ปรากฏอยู่บนฝาครอบด้านข้างของ 900 Sport Desmo Darmah ซึ่งองค์ประกอบกราฟิกที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ ได้ถูกนำมาสะท้อนไว้อีกครั้งบนบริเวณใต้เบาะท้าย (Undertail) รวมถึงบนหมวกกันน็อกและเสื้อแจ็กเก็ตที่ผลิตขึ้นมาคู่กัน
สำหรับ Streetfighter V4 S 100 รุ่นพิเศษนี้ นี้ ได้รับการเพิ่มความพรีเมียมด้วยเบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 บังโคลนท้าย ฝาครอบเครื่องยนต์ และฝาครอบท่อไอเสียที่รังสรรค์จากคาร์บอนไฟเบอร์เกรดพรีเมียม ระบบคลัตช์แห้ง (Dry Clutch) พร้อมตอกย้ำความพิเศษด้วยการสลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิตลงบนเพลทสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย ชุดถอดกระจกมองข้างและแผ่นป้ายทะเบียน (ท้ายสั้น) ฝาครอบคลัตช์แบบเปิด (Open clutch cover) และฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

4. Monster 100 (แรงบันดาลใจจาก Monster S4Rs Tricolore – ปี 2008)
เฉลิมฉลองตำนาน Naked Bike เจเนอเรชันแรกด้วยลวดลายสามสี “Tricolore” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Monster 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรุ่น Monster S4Rs Tricolore ปี 2008
ในอดีต Monster S4Rs Tricolore เปรียบเสมือนโมเดลรุ่นส่งท้าย (Final Edition) ของตระกูล Monster เจนเนอเรชันแรก ซึ่งเป็นตระกูลที่ดูคาติเริ่มสายการผลิตมาตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม ปี 1993 จนถึงปี 2008 และได้กลายมาเป็นหนึ่งในโมเดลที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดและเป็น Iconic สะท้อนความโดดเด่นแห่งวงการรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง
สำหรับ Monster 100 รุ่นพิเศษนี้ ได้สร้างความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยระบบคลัตช์แห้ง (Dry Clutch) ที่มาพร้อมกับฝาครอบคาร์บอนไฟเบอร์ เสริมด้วยเบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 ชิลด์หน้าและชุดครอบเบาะท้ายเพิ่มความสปอร์ต และตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเพลทรันหมายเลขสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) สลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิต โดยเฉดสีบรอนซ์พิเศษนี้ยังได้รับการนำไปใช้แต่งแต้มบริเวณวงแหวนฝาถังน้ำมันและคาลิเปอร์เบรก เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทุกคันในตระกูล Collezione 100

5. XDiavel V4 100 (แรงบันดาลใจจาก 750 Super Sport “California Hot Rod” – ปี 1977
ลวดลายตัวรถของ XDiavel V4 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรถรุ่นพิเศษ 750 Super Sport ที่มีฉายาว่า “California Hot Rod” ซึ่งเป็นรถคันที่ Cook Neilson ใช้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับดูคาติด้วยการคว้าชัยชนะที่สนาม Daytona ในปี 1977 ชัยชนะในครั้งนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่รถจักรยานยนต์จากอิตาลีสามารถชนะการแข่งขันในคลาสรถโปรดักชัน (Production-derived race) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ช่วยเพิ่มความนิยมและยอดขายของดูคาติในตลาดต่างประเทศได้อย่างก้าวกระโดด
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 การรับรู้ของผู้คนต่อแบรนด์ดูคาติในสหรัฐอเมริกานั้น จำกัดอยู่เพียงแค่โมเดลเดียวคือรุ่น Scrambler ซึ่งเป็นรถกึ่งออฟโรดที่นำเข้ามาโดยสองพี่น้องเบอร์ลิเนอร์ (Berliner brothers) ทว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1977 จากความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของ Cook Neilson บนสนามแข่งรูปวงรีระดับตำนานอย่าง Daytona
สำหรับ XDiavel V4 100 รุ่นพิเศษนี้ มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากคันอื่นๆ ในตระกูล “Collezione 100” ด้วยเบาะนั่งหนังแท้ดีไซน์หรูพร้อมปักโลโก้ Ducati 100 และส่วนกลางของแฮนด์บาร์ขึ้นรูปจากอลูมิเนียม ตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเพลทรันหมายเลขสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) สลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิต สะท้อนถึงดีเทลงานวิศวกรรมจักรกลระดับพรีเมียม นอกจากนี้ ระบบคลัตช์แห้ง (Dry Clutch) ยังช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น
โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย เบาะนั่งผู้โดยสารวัสดุหนังแท้เข้าชุด วงแหวนฝาถังน้ำมันสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ และฝาครอบคลัตช์แบบเปิด (Open clutch cover) ซึ่งชิ้นส่วนหลังนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

6. Diavel V4 RS 100 (แรงบันดาลใจจาก 900 Replica – ปี 1979)
ลวดลายของ Diavel V4 RS 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรุ่น 900 Replica ปี 1979 เวอร์ชันสำหรับขับขี่บนท้องถนน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ระดับ Iconic ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของดูคาติ
จากชัยชนะอันน่าทึ่งของดูคาติในการแข่งขันรายการ Tourist Trophy ในปี 1978 ดูคาติจึงได้เริ่มสายการผลิตรถจักรยานยนต์ซีรีส์พิเศษเพื่อย้อนรำลึกถึงลวดลายของรถแข่ง 900 คันที่คว้าชัยบนเกาะ Isle of Man และนั่นคือต้นกำเนิดของรุ่น 900 Replica ซึ่งนับเป็นรถโปรดักชันจำลองจากตัวแข่ง (Replica) เวอร์ชันขับขี่บนท้องถนนรุ่นแรกของดูคาติ และได้กลายมาเป็นหนึ่งในไอเทมที่บรรดาแฟนพันธุ์แท้ดูคาติต่างปรารถนาที่จะครอบครองในทันที
ลวดลายสีเขียวและสีแดงตัดด้วยแถบเส้นสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถอดแบบมาจากเฉดสีของตัวแข่งคันที่คว้าชัยในรายการ Tourist Trophy นั้น ยังถือเป็นตัวอย่างแรกเริ่มของการใช้ลวดลายในสไตล์ธงชาติอิตาลี ซึ่งในเวลาต่อมา ดูคาติได้นำเอาคู่สีนี้มาแต่งแต้มลงบนโมเดลที่สปอร์ตและเอ็กซ์คลูซีฟที่สุดอีกหลายรุ่นในปีต่อ ๆ มา
900 Replica ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรุ่นหนึ่งของดูคาติ โดยได้รับการผลิตอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 5 ปี จนกระทั่งสิ้นสุดสายการผลิตลงในช่วงปลายปี 1984
สำหรับ Diavel V4 RS 100 รุ่นพิเศษนี้ พัฒนาจากพื้นฐานของรุ่น Diavel V4 RS ที่มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale โดยตัวรถได้รับการยกระดับความพรีเมียมด้วยเบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 และแฮนด์บาร์ขึ้นรูปจากอลูมิเนียม ตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเพลทรันหมายเลขสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) สลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิต รวมถึงวงแหวนฝาถังน้ำมันที่มาในเฉดสีพิเศษระดับพรีเมียมเช่นเดียวกัน โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย เบาะนั่งผู้โดยสารวัสดุหนัง Alcantara เข้าชุด ฝาถังน้ำมัน และฝาครอบคลัตช์แบบเปิด (Open clutch cover) ซึ่งอุปกรณ์สองชิ้นหลังนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

7. Multistrada V4 RS 100 (แรงบันดาลใจจาก 500 SL Pantah – ปี 1979)
ลวดลายตัวรถของ Multistrada V4 RS 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรุ่น 500 SL Pantah ปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการนวัตกรรมทางเทคนิคครั้งสำคัญของดูคาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกโฉมและยกระดับรถจักรยานยนต์ที่ผลิตขึ้นในโรงงาน Borgo Panigale ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น
หนึ่งในโมเดลรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปีนั้นคือ 500 SL Pantah ซึ่งนับเป็นรถดูคาติรุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งเฟรมถัก (Trellis Frame) แม้ว่ารูปแบบจะแตกต่างจากเฟรมถักที่เป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์มาเกือบ 50 ปีในเวลาต่อมาอย่างสิ้นเชิงก็ตาม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ตระกูล Pantah ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนวาล์วแบบอื่นแทนการใช้เฟือง Bevel Gears ที่แบรนด์เคยใช้มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่รุ่น Gran Sport Marianna (ปี 1955)
ตัวรถโดดเด่นด้วย Boxy Design อันเป็นเอกลักษณ์ของรถจักรยานยนต์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 พร้อมลวดลายที่มาพร้อมกับโลโก้ดูคาติซึ่งได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์รถยนต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Giorgetto Giugiaro โดยรถรุ่นนี้ได้รับเสียงชื่นชอบอย่างมากในเรื่องของการขับขี่ที่ง่ายและน้ำหนักที่เบา และเนื่องจาก Multistrada V4 RS 100 ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานทางเทคนิคของตัวท็อปอย่าง Multistrada V4 RS ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Desmosedici Stradale พร้อมลวดลายบนตัวรถจึงได้รับการตกแต่งด้วยโลโก้ “Desmo”บริเวณแฟริ่งส่วนท้ายอีกด้วย
สำหรับ Multistrada V4 RS 100 รุ่นพิเศษนี้ ได้รับการยกระดับความพรีเมียมด้วยเบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 และแฮนด์บาร์ขึ้นรูปจากอลูมิเนียม ตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเพลทรันหมายเลขสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) สลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิต โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย ฝาถังน้ำมันสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ และฝาครอบคลัตช์แบบเปิดวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (Open Clutch Cover) ซึ่งอุปกรณ์สองชิ้นหลังนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

8. Scrambler 100 (แรงบันดาลใจจาก 250 Scrambler – ปี 1962)
ย้อนเวลาสู่จุดเริ่มต้นของไอคอนสายลุยเวอร์ชันแรกที่ผลิตเพื่อส่งออกไปทำตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ลวดลายตัวรถของ Scrambler 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรุ่น 250 Scrambler ปี 1962 ซึ่งนับเป็นเวอร์ชันแรกสุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Ducati Scrambler
โดยจุดเริ่มต้นนั้น มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ Joe Berliner ผู้นำเข้ารถดูคาติรายแรกในอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ที่ผลักดันและต้องการให้มีรถโมเดลใหม่เพื่อวางจำหน่ายในสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ประจวบเหมาะกับช่วงที่ดูคาติกำลังประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าสื่อจากการขี่รถทำสถิติทัวร์รอบโลกของ Monetti และ Tartarini ในปี 1957 ซึ่งกระแสความตื่นเต้นจากความสำเร็จครั้งนั้นได้ส่งต่อถึงประเทศสหรัฐอเมริกา และช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ผู้ผลิตจากโบโลญญ่าให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
Joe Berliner ได้ยื่นข้อเสนอให้ดูคาติผลิตรถสไตล์ Off-road Dirt Track ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดูคาติไม่เคยคาดคิดหรือวางแผนมาก่อนในขณะนั้น ทว่าในที่สุดแนวคิดดังกล่าวก็ได้รับการพัฒนาจนถือกำเนิดขึ้นจริงเป็นรุ่น 250 Scrambler ในปี 1962
สำหรับพื้นฐานทางเทคนิคของ Scrambler 100 พัฒนาขึ้นบนตัวรถรุ่น Scrambler Nightshift โดยได้รับการยกระดับความพรีเมียมด้วยเบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 และตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเพลทรันหมายเลขสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) สลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิต ตัวรถยังมาพร้อมกับฝาถังน้ำมันและวงแหวนฝาถังน้ำมันสีบรอนซ์เซนเทนาริโอเข้าชุดกันอีกด้วย

9. Hypermotard V2 SP 100 (แรงบันดาลใจจาก Ducati 860 “24 Horas de Montjuïc” – ปี 1975)
ลวดลายตัวรถของ Hypermotard V2 SP 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งรุ่น 860 เจ้าของตำนานแห่งศึก “24 Horas de Montjuïc”
หลังจากคว้าชัยชนะในรายการ Imola 200 เมื่อปี 1972 ฝ่ายบริหารของดูคาติต่างเชื่อมั่นว่า หนทางที่ถูกต้องในการกอบกู้ความนิยมของแบรนด์กลับคืนมา คือการส่งรถจักรยานยนต์สไตล์ Sport Replica ลงชิงชัยในสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันประเภทเอนดูรานซ์ (Endurance) ที่เน้นความอึดและทนทาน ด้วยเหตุนี้ ดูคาติจึงจำเป็นต้องขยายไลน์อัพรถเครื่องยนต์ 2 สูบ (Twin-cylinder) ด้วยขุมพลังที่มีปริมาตรกระบอกสูบใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นคลาสสิกอย่าง 750 ซีซี เพื่อให้ตัวรถสามารถรองรับแรงเค้นและการใช้งานอย่างหนักหน่วงในการแข่งขันเอนดูรานซ์ระยะยาวอย่างรายการ Bol D’Or และ 24 Horas de Montjuïc ซึ่งเป็นรายการที่ผู้ผลิตแห่งเมือง Borgo Panigale สามารถคว้าชัยชนะมาครองได้หลายต่อหลายครั้ง
ดูคาติ 860 เปิดตัวครั้งแรกพร้อมชัยชนะในปี 1973 ด้วยรถต้นแบบรุ่น Ducati 860 Desmo ซึ่งในเวลาต่อมาได้พัฒนามาเป็นรถโปรดักชันสำหรับขับขี่บนท้องถนนในรุ่น Ducati 900 Super Sport และในปี 1975 สองนักแข่งอย่าง Salvador Canellas และ Benjamin “Min” Grau ผู้ซึ่งเคยคว้าชัยชนะร่วมกับรถเครื่องยนต์สองสูบจากโบโลญญ่ามาแล้วในปี 1973 ก็ได้สร้างความสำเร็จซ้ำอีกครั้งในการแข่งขันที่แคว้นกาตาลุนญ่า ทว่าในครั้งนี้พวกเขาลงแข่งภายใต้สีสันอันสดใสของทีม NCR ของ Nepoti and Caracchi’s
สำหรับ Hypermotard V2 SP 100 รุ่นพิเศษนี้ พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเวอร์ชัน SP ซึ่งโดดเด่นด้วยระบบกันสะเทือนจาก Öhlins และล้อฟอร์จ โดยตัวรถได้รับการยกระดับความพรีเมียมด้วย เบาะหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 และตอกย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเพลทรันหมายเลขสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) สลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิต พร้อมการติดตั้งคลัตช์แห้ง (Dry Clutch) มาให้อีกด้วย โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย ฝาถังน้ำมันสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ และฝาครอบคลัตช์แบบเปิดวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (Open Clutch Cover) ซึ่งอุปกรณ์สองชิ้นหลังนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ

10. DesertX 100 (แรงบันดาลใจจาก Pantah “Ice” – ปี 1981)
ลวดลายตัวรถของ DesertX 100 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกราฟิกของรุ่น Pantah “Ice” ปี 1981 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในตัวอย่างการทำโฆษณา Product Placement ที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่าค้นหาที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของดูคาติ โดยความโดดเด่นจะอยู่ที่การเปลี่ยนมาใช้ยางหนามสำหรับวิ่งบนน้ำแข็ง (Studded Tyres) ซึ่งแปลกตาไปจากเดิม พร้อมทั้งถอดระบบเบรกออกทั้งหมด เพื่อให้ตัวรถสามารถนำไปวิ่งบนสนามแข่งน้ำแข็งได้อย่างเต็มพิกัด
ในยุคนั้น ดูคาติอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่มทุนของรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ควบคุมผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังอย่าง Alfa Romeo โดยในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ทาง EFIM ซึ่งเป็นองค์กรที่กำกับดูแลทั้งดูคาติและ Alfa Romeo ได้จัดการแข่งขันรถยนต์รุ่น Alfasud บนสนามน้ำแข็งแถบเทือกเขาแอลป์ขึ้น โดยในช่วงพักครึ่งระหว่างการแข่งขัน รถแข่ง Pantah “Ice” ที่แต่งแต้มด้วยสีสันอันสดใสจะลงสนามไปวาดลวดลายโชว์ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชม
ทั้งนี้ รถแข่ง Pantah “Ice” ถูกผลิตออกมาหลากหลายลวดลาย โดยเฉดสีที่ได้รับเลือกนำมาใช้กับ DesertX 100 คันนี้ คือ “สีเหลืองตัดด้วยแถบเส้นสีน้ำเงิน” ซึ่งถอดแบบมาจากรถโมเดลไอคอนิกที่เคยถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ดูคาติ (Ducati Museum) จนถึงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สำหรับ DesertX 100 รุ่นพิเศษนี้ ได้รับการยกระดับความเหนือชั้นด้วยเบาะนั่งหนัง Alcantara พร้อมปักโลโก้ Ducati 100 และพร้อมตอกย้ำความพิเศษด้วยการสลักชื่อรุ่นและหมายเลขลำดับการผลิตลงบนเพลทสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ (Centenario Bronze) ซึ่งยึดติดไว้แฮนด์บาร์ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวรถยังได้รับการติดตั้งบังโคลนหน้าทรงสูง และการ์ดหม้อน้ำอลูมิเนียม ที่ช่วยเสริมลุคและจิตวิญญาณสายลุยแบบออฟโรดให้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถจะประกอบไปด้วย ฝาถังน้ำมันสีบรอนซ์เซนเทนาริโอ และครอบไฟหน้า ซึ่งอุปกรณ์สองชิ้นหลังนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ
*คลัตช์แห้งไม่มีติดตั้งในรุ่น DesertX 100 และ Scrambler 100
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์: www.ducati.com/th Facebook: Ducati Thailand LINE Official: @ducatithailand
อ่านข่าว New Bikes เพิ่มที่นี่
อ่านข่าว Ducati เพิ่มที่นี่
เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่
Website : motowish.com
Facebook : facebook.com/motowish
