ดีเดย์ 1 สิงหาคม นี้ “ค้างใบสั่ง – ไม่ได้รับป้ายภาษีตัวจริง”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับมือกรมการขนส่งทางบก ประกาศเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งร่วมกัน เพื่อการลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีผู้กระทำผิดไม่ยอมชำระค่าปรับตามใบสั่ง และยังคงกระทำผิดซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง
และจากการลงนามระหว่างทั้งสองหน่วยงานครั้งนี้ ส่งผลให้ทั้งสองหน่วยงานจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหลักฐานใบสั่ง ซึ่งจะบันทึกความผิดของผู้ใช้รถเข้ากับทะเบียนรถที่ใช้กระทำผิด ภายในระยะเวลา 60-90 วัน สำหรับการดำเนินการส่งข้อมูลใบสั่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเข้าระบบข้อมูลของกรมขนส่ง
โดยหากผู้กระทำผิด ไม่เดินทางไปชำระค่าปรับหลังได้รับใบสั่ง ภายในกำหนดช่วงเวลาข้างต้น เมื่อผู้กระทำผิดนำรถคันที่ใช้กระทำผิดไปต่อภาษีประจำปีขึ้นมา ระบบจะขึ้นแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้รับต่อภาษีทันทีว่ารถมีการค้างชำระใบสั่ง

และสิ่งที่ตามมาคือ รถคันที่ใช้กระทำผิด ที่ถูกนำไปต่อภาษีก็จะไม่ได้รับป้ายภาษีตัวจริง และจะได้ป้ายภาษีชั่วคราวที่มีอายุ 30 วันแทน
และหากผู้กระทำผิดยังไม่ไปชำระค่าปรับภายในระยะเวลา 30 วัน หลังได้รับป้ายภาษีชั่วคราว ก็จะถือว่ามีความผิดฐานไม่ติดป้ายวงกลม (ป้ายหลักฐานการชำระภาษีประจำปีตัวจริง) ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท และถูกตัดคะแนนความประพฤติผู้ขับขี่ ซึ่งอาจส่งผลให้ถูกระงับใช้ใบขับขี่เป็นระยะเวลา 90 วัน
ทั้งนี้ มาตรการข้างต้น จะมีผลกับการกระทำผิดและการได้รับใบสั่งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม นี้เป็นต้นไป และจะไม่มีผลย้อนหลังกับในสั่งที่ได้รับก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ดี หากย้อนไปเมื่อ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ทางศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ 2120/2567 ซึ่งว่าโดยย่อคือ มีประชาชนเป็นผู้ฟ้องกรมขนส่งฯและหน่วยงานกับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับมาตรการในลักษณะเดียวกันกับครั้งนี้
โดยทางศาลปกครองกลาง ระบุว่า “หลักการชำระภาษีรถเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวรถ แต่การทำผิดกฎจราจรเป็นเรื่องของบุคคล การนำ 2 เรื่องมาเชื่อมโยงกันจึงไม่ถูกต้อง เป็นการบังคับทางอ้อมให้เจ้าของรถต้องยินยอมชำระค่าปรับ”
และข้อมูลจากเพจ “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ยังระบุว่ามาตรการของกรมขนส่งฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งนี้ อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของหลักกฎหมายพื้นฐานและ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งก็คือ “หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”
และ “ใบสั่ง” จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในทางกฎหมาย ยังถือว่าเป็นเพียง “การแจ้งข้อกล่าวหา” เท่านั้น เพราะหากประชาชนมองว่าตนไม่ได้กระทำผิด ค่าปรับสูงเกินจริง ประชาชนก็สามารถปฎิเสธและต่อสู้ในชั้นศาลก่อนได้ ดังนั้นผู้ที่ได้รับใบสั่งจึงยังไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดเลยเสียทีเดียว

หรือหากผู้ได้รับใบสั่ง กระทำผิดจริง ความผิดต่อกฎจราจร ก็ถือว่าเป็น “ความผิดทางพินัย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งหากผู้ได้รับใบสั่งปฎิเสธที่จะจ่ายค่าปรับ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลพินัยเพื่อตัดสินก่อน จึงจะมีคำสั่งเด็ดขาดเกี่ยวกับการชำระค่าปรับได้
ดังนั้นการออกมาตรการของทั้งสองหน่วยงานครั้งนี้ ที่เป็นการบังคับชัดเจนว่า ต้องจ่ายค่าปรับก่อน จึงจะได้รับป้ายชำระภาษีตัวจริง ทั้งที่ศาลพินัยยังไม่ตีความผู้ได้รับใบสั่งว่าผิดจริง และการกระทำผิดนั้น เกิดขึ้นโดยตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวรถที่ต้องชำระภาษี จึงอาจถือว่าเป็นการสิทธิของประชาชน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ การปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ปอ. มาตรา 157
โดยเพจทนายเกิดผล แก้วเกิด ยังระบุอีกว่าขณะนี้กำลังรวมรวมข้อเท็จจริงในด้านกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการครั้งนี้ เพื่อเตรียมยื่นป้องต่อศาลปกครองว่าเป็นมาตรการที่ขัดต่อหลักกฎหมายหรือไม่ ? ซึ่งผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ต้องรอติดตามดูกันต่อไปนับจากนี้
Source Cr.: ไทยรัฐ, ข่าวสด, ทนายเกิดผล แก้วเกิด
อ่านข่าว New Bikes เพิ่มที่นี่
อ่านข่าว Honda เพิ่มที่นี่
เรื่องราว ข่าวสองล้อที่สาวกไบค์เกอร์ต้องรู้ที่
Website : motowish.com
Facebook : facebook.com/motowish
